อย่างเหตุล่าสุด วัยรุ่นกราดยิงเพื่อนนักเรียนและครูโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก…แน่นอนว่า ยังต้องรอบทสรุปทางคดีซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะ

แต่เห็นหลายฝ่ายออกมาแอคชั่น เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เหล่านี้ ตั้งแต่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ออกมาแสดงท่าทีขึงขัง “คุมเข้มการครอบครองอาวุธปืน”

เช่นเดียวกับ ายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส. กทม. พรรคประชาชน ที่เสนอ 3 ข้อ ซึ่งจริง ๆ  เคยมีการเสนอไปตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้แล้ว คือ 1.ปราบปรามปืนเถื่อนด้วย 2 มาตรการ นิรโทษกรรมปืน โดยนำมาจดทะเบียน หรือให้รัฐรับซื้อ และ บังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด กฎหมายปืนเถื่อน ผู้ครอบครองมีโทษสูงสุด จำคุก 10 ปี

2.ทบทวนระเบียนการซื้อ ขาย ถือครองปืน เพิ่มมาตรการการต่อใบอนุญาตถือครอง ให้มีมาตรการ Re Check ทุก 5 ปี เป็นอย่างมาก มีมาตรการตรวจสุขภาพจิต ของผู้ขอใบอนุญาต เพิ่มเงื่อนไขให้พิสูจน์มาตรการจัดเก็บปืนให้ปลอดภัย เช่นต้องมีเซฟเก็บปืนที่เป็นระบบ Biometric เป็นต้น ให้ผู้ถือครองต้องผ่านหลักสูตรการควบคุมปืน คล้าย ๆกับการสอบใบอนุญาตขับขี่ และ 3.สร้างการรับรู้ต่อการปฏิบัตินี้  ฝึกซ้อมการเผชิญเหตุการณ์กราดยิงให้เหมือนกับการหนีไฟกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียน ให้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปของสังคม

อีกด้าน ที่เป็นมาตรการเชิงสังคม คือ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้สั่งบูรณาการร่วมกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษา จัดทำ “มาตรฐานความปลอดภัยสถานศึกษา 90 วัน” ครอบคลุมการคัดกรองสุขภาพจิตนักเรียนและครู วางระบบส่งต่อกลุ่มเสี่ยงไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จัดหลักสูตรอบรมครูแนะแนวและครูที่ปรึกษาให้มีความรู้ในการประเมินและปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น

การเปิดช่องทางแจ้งเหตุผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิบนแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัย และฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุในหลายมิติ  ตรวจสอบจุดเสี่ยงผ่านกล้องวงจรปิด สำคัญคือไม่เพิกเฉยต่อการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน การส่งเสริมคุณธรรมและความผูกพันระหว่างครูกับนักเรียน และสแกน หรือตรวจกระเป๋าอย่างเข้มขึ้น ไม่ปล่อยให้มีการนำสิ่งผิดกฎหมาย ตลอดจนอาวุธเข้าสถานศึกษาได้  

  ข้อเสนอ และมาตรการต่างๆ ที่ยกตัวอย่างไร่เรียงมานี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่พูดกันมานาน และยังก็ยังต้องพูดอีกซ้ำๆ จนถูกมองว่าเป็นการทำงานแบบ “วัวหายล้อมคอก” แต่นั่นก็เพื่อกระตุ้นเตือนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินมาตรการ แต่ละอย่างเหล่านี้อย่างเช้มข้น การที่ถูกพูดซ้ำๆ อาจหมายถึง “ยังทำไม่ถึง” ต้องเพิ่มเข้าไปอีก

อย่างไรก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพูดกันให้ชัดๆ คือการเสริม “วัคซีนป้องกันภัยโซเชียลมีเดีย” ให้กับสังคมคม และอย่างยิ่งคือ “เด็ก เยาวชน” ซึ่งเป็นเจนเนอร์เรชั่นที่เติบโปมาพร้อมกับการเข้าถึงเนื้อหาจากทุกมุมโลก ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง…เรื่องนี้ต้องทำให้ครบ โดยรัฐบาลให้การสนับสนุน หรือเป็นเจ้าภาพหลักทำอย่างเต็มที่ และทำแบบพลัสๆ ด้วย