เช่น การกระพริบตาถี่ ๆ การกระตุกของใบหน้า ศีรษะ หรือไหล่ รวมถึงการส่งเสียงซ้ำ ๆ เช่น กระแอม หรือไอโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน โดยอาการติกส์มักเกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ และอาจมีความรุนแรงแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

อาการของติกส์เป็นอย่างไร?

อาการติกส์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะหลัก ได้แก่ 

ติกส์แบบเคลื่อนไหว (Motor tics) เช่น กระพริบตา สะบัดศีรษะ ยักไหล่ หรือกระตุกกล้ามเนื้อบางส่วน

ติกส์แบบเสียง (Vocal tics) เช่น กระแอม ไอ ฮึดฮัด หรือส่งเสียงซ้ำ ๆ โดยไม่ตั้งใจ

โดยทั่วไป อาการมักรุนแรงขึ้นเมื่ออยู่ในภาวะเครียด เหนื่อย หรือกดดัน และอาจลดลงเมื่อมีสมาธิหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย

ผลกระทบในชีวิตประจำวันและในโรงเรียน

ติกส์พบได้บ่อย เชื่อว่าน้องๆ นักเรียนที่นั่งเรียนอยู่ในทุกห้องเรียนนั้น ทุก 5-10 คนจะมีน้องที่แสดงอาการโรคติกส์ 1 คนเลยทีเดียว ในเด็กวัยเรียน อาการติกส์อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมโรงเรียน เนื่องจากอาการที่เห็นได้ชัดเจนอาจทำให้ถูกเพื่อนล้อเลียน หรือเกิดความเข้าใจผิด สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลให้เด็กบางรายรู้สึกอาย ขาดความมั่นใจในตนเอง และหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม รวมถึงอาจกระทบต่อสมาธิในการเรียน

ผลกระทบทางจิตใจ

หากไม่ได้รับความเข้าใจหรือการดูแลที่เหมาะสม อาการติกส์อาจนำไปสู่ความเครียดเรื้อรัง ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าได้ในบางราย โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยถูกกดดันหรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้าง

โรคติกส์ในเด็ก หายเองได้ไหม?

พ่อแม่ควรทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าเป็นลูกอาจมีอาการติกส์ หากพบอาการเข้าข่ายติกส์ ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทาง เช่น แพทย์ระบบประสาท หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้องและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม การเข้าใจและได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดความรุนแรงของอาการ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

**** ต้องขอขอบคุณข้อมูลจาก นายแพทย์ธนดล มะโนมงคลกุล” กุมารแพทย์โรคระบบประสาทสมอง สถาบันกุมารเวช โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ