กรณีที่โลกโซเชียลมีเดียและเพจต่างๆ ทั่วทั้ง จ.ขอนแก่น ได้เผยแพร่ภาพเหตุการณ์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ถูกเพื่อนนักเรียนด้วยกันกลั่นแกล้ง เรียกเงิน และถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกาย รวมถึงใช้บุหรี่จี้ตามร่างกาย จนผู้ปกครองนำเรื่องร้องขอความช่วยเหลือและเกิดข้อสังเกตถึงการดำเนินการของสถานศึกษาดังกล่าว ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น
ขอนแก่นวิทยายน แจงปม ม.6 ถูกเพื่อนแกล้ง-บุหรี่จี้ ชี้เหตุทวงเงิน เคารพสิทธิหากแจ้งความ
ความคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 9 ส.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวได้สอบถามกับนายเอก (สงวนชื่อและนามสกุล) พ่อของนักเรียนชั้น ม.6 ผ่านทางโทรศัพท์ กล่าวว่า ลูกชายเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ตั้งแต่ชั้น ม.4 ช่วงแรกเพื่อนๆ มีการยืมเงินกันตามปกติครั้งละประมาณ 100–200 บาท แต่เมื่อกลุ่มนักเรียนที่ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นเพื่อนในห้องยืมเงินบ่อยขึ้น ทำให้ต้องการเงินมากขึ้น เมื่อลูกไม่ยอมให้เงินก็ถูกทำร้าย ลูกชายถูกพาเข้าไปในห้องที่ไม่มีคน ถูกล็อกมือและซ้อมทำร้ายร่างกายหลายครั้ง ตั้งแต่ชั้น ม.4 ภาคเรียนที่ 2 ต่อเนื่องจนถึงชั้น ม.6 ทำให้มีบาดแผลตามร่างกายเป็นระยะ แต่ไม่ยอมบอกครอบครัว เพราะถูกข่มขู่ว่าจะฆ่าหรือทำร้าย จึงต้องเก็บเรื่องไว้และถูกกระทำต่อเนื่องมาโดยตลอด
“กระทั่งวันเปิดภาคเรียนวันแรกของชั้น ม.6 ช่วงพักเที่ยง กลุ่มนักเรียนที่ถูกกล่าวหาเรียกลูกชายเข้าไปในห้องที่ไม่มีคน พร้อมขู่เอาเงินและล็อกตัวไว้ เมื่อไม่ยอมให้เงินก็ถูกใช้บุหรี่ไฟฟ้าจี้บริเวณใบหน้าและทำร้ายร่างกาย หลังเกิดเหตุลูกชายยังคงไม่ยอมเล่าเรื่อง กระทั่งแม่สังเกตเห็นบาดแผลบนใบหน้าและรอยบอบช้ำตามร่างกาย จึงสอบถามจนทราบเหตุการณ์ทั้งหมด หลังทราบเรื่อง ครอบครัวเดินทางไปโรงเรียนและพบรองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียน ซึ่งแจ้งว่าจะสอบสวนข้อเท็จจริงและนัดผู้อำนวยการโรงเรียนมาพูดคุย แต่เมื่อถึงวันนัด ผู้อำนวยการไม่ได้มาและมอบหมายครูคนอื่นมาพบแทน ทำให้ครอบครัวไม่ได้รับรายละเอียดตามที่ต้องการ ครูให้ข้อมูลเพียงว่ากลุ่มนักเรียนที่ถูกกล่าวหาปฏิเสธ ไม่ยอมรับว่าเป็นผู้กระทำ และระบุว่าไม่มีหลักฐาน พร้อมพูดในทำนองอยากให้เรื่องจบลงเพื่อไม่ให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง”
นายเอก กล่าวต่อว่า ครูจึงแนะนำให้ครอบครัวแจ้งความดำเนินคดี ครอบครัวจึงนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ในช่วงแรกครอบครัวต้องการย้ายโรงเรียน แต่ลูกชายยืนยันว่าไม่ย้าย เพราะใกล้เรียนจบแล้ว จึงจำใจให้เรียนต่อจนจบ แม้ยังต้องเรียนร่วมกับนักเรียนทั้ง 3 คนที่ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นเรื่องที่ครอบครัวยังกังวลอย่างมาก
“สอนลูกเสมอให้ใช้สติปัญญาแก้ปัญหา ไม่ใช้กำลัง และลูกชายไม่เคยตอบโต้ โดยยึดหลักคำสอนว่า ถ้าหมากัด อย่าไปกัดหมา เพราะจะกลายเป็นหมาสองตัว ทั้งนี้ ครอบครัวเลี้ยงดูลูกชายอย่างดี ไม่ได้ขาดความอบอุ่นหรือมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรง สภาพจิตใจที่สังเกตภายนอกยังปกติ แต่ยอมรับว่าไม่สามารถรู้ความรู้สึกลึก ๆ ได้ทั้งหมด และกังวลว่าลูกอาจถูกตำหนิว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาหรือทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง จึงอยากให้เพื่อนร่วมชั้นและครูช่วยกันให้กำลังใจและสนับสนุนผู้ที่กล้าเปิดเผยความจริง”
ขณะที่ พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวว่า นักเรียนและผู้ปกครองได้เข้าแจ้งความแล้วเมือเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ในข้อหาทำร้ายร่างกายและกรรโชกทรัพย์ พนักงานสอบสวนได้สอบสวนผู้กล่าวหาซึ่งเป็นเยาวชนต่อหน้าสหวิชาชีพ พร้อมสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะครู รวม 5 ปาก พร้อมทั้งได้ทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และรวบรวมเอกสารผลการไกล่เกลี่ยของครูฝ่ายปกครอง รวมถึงผู้ปกครองนักเรียนทั้งสองฝ่ายไว้ในสำนวนแล้ว
“ขั้นตอนต่อไป เจ้าหน้าที่นัดสอบปากคำเยาวชนผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คนต่อหน้าสหวิชาชีพ ในวันที่ 18, 19 และ 25 ส.ค. 2569 ตามลำดับ โดยขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างการสอบสวนและจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ยืนยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย”



