สวัสดีวันหยุด พบกับสารพันสาระยานยนต์ไปกับ “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” และพร้อมกับนับถอยหลังเข้าสู่งานรถยนต์ใหญ่สุดในช่วงต้นปี นั่นก็คือ “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” ซึ่งในงานนี้มีรถใหม่ตบเท้าเข้ามาเปิดตัวกันเพียบแน่นอน และหนึ่งในนั้นก็คือ “น้องหิ่งห้อย” หรือ Firefly รถไฟฟ้าระดับพรีเมี่ยมขนาดกระทัดรัด ที่ทางธนบุรีบลูสกาย (Thonburi Bluesky) บริษัทในเครือธนบุรีได้นำเข้ามา
รถไฟฟ้ารุ่น ไฟเออร์ฟลาย (Firefly) นี้เป็นรถขนาดกระทัดรัด แต่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพของวัสดุและงานประกอบ รวมไปถึงความไฮเทคจากซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ จากแบรนด์ นีโอ (Nio) อันเป็นแบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียมของประเทศจีน ที่ทางธนบุรีบลูสกาย จะทยอยนำรุ่นอื่นๆที่ หรูหราและไฮเทคกว่านี้ มาเปิดตัวในบ้านเราต่อไป โดยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อ้วนซ่า ได้มีโอกาสไปทดลองขับ เลยจะขอนำความประทับใจมาเล่าให้อ่านกันนะขอรับ
ไฟเออร์ฟลาย นี้มาพร้อมกับแนวคิด กระทัดรัดภายนอก แต่โอ่โถงภายใน และแฝงไว้ด้วยความ สดใส ใส่ใจ แต่แข็งแกร่ง เป็นรถสำหรับคนชอบงานดีไซน์ เพราะมันโดดเด่นเปล่งแสงได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครมาฉายแสงให้ เรียกว่าออกแบบมาโดยมีคนเจน Y เป็นเป้าหมายอย่างแท้จริง จุดเด่นของมันเห็นจะไม่พ้นดีไซน์ ไฟ 3 ดวง หรือ Trio Lights Design อันเป็นเอกลักษณ์ โดยนักออกแบบได้เลือกที่จะใช้ไฟ 3 ดวงติดตั้งอยู่ทุกมุมของตัวรถ เรียกว่าไม่มีทางมองรถคันนี้ผิดเป็นรถรุ่นอื่นแน่นอน บางคนอาจจะมองว่าดูประหลาด แต่ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเก๋ไก๋มีสเน่ห์
ด้านสัดส่วนนั้นอาจจะมองว่ามันเป็นรถขนาดเล็ก มันมีความยาวรวม 4 เมตรถ้วนๆ สั้นกว่า BYD ดอลฟิน เกือบฟุต แถมยังลวงตาเพิ่มด้วยการใช้ล้อขนาดใหญ่ถึง 18 นิ้ว แต่บอกเลยว่ามันสูงถึง 1.55 เมตรเลยทีเดียว เรียกว่านั่งแล้วไม่อึดอัดแน่นอน
ด้านงานออกแบบภายในนั้น มีความเรียบง่ายของเส้นสาย แต่ก็โดดเด่นด้วยคุณภาพของวัสดุ เพราะให้สัมผัสที่พรีเมียมละมุนมือ และสวยงามจากหลากหลายวัสดุที่คัดสรรมารวมกันได้อย่างมีรสนิยม นอกจากนั้นพาร์ทต่างๆก็ได้รับการออกแบบให้มีรุปทรงเรขาคณิตแบบโมเดิร์นได้อย่างมีรสนิยม แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความเรียบง่ายนั้นแม้ว่าจะทำให้มันดูสะอาดและเนียนตา แต่ก็ต้องติงว่ามันอาจจะเรียบง่ายไปเสียหน่อย เพราะการปรับกระจกมองข้างก็ต้องเข้าเมนูในจอ แทนที่จะมีปุ่มแยกเป็นเอกเทศ เรียกว่าได้อย่างก็เสียอย่าง
การออกแบบห้องโดยสารในส่วนผู้โดยสารตอนหน้าและคนขับนั้นถือได้ว่า นั่งสบาย เบาะหน้าปรับด้วยไฟฟ้า แต่ค่อนข้างสูง ช่วยเปิดให้ผู้โดยสารตอนหลังมีพื้นที่วางขาได้กว้างขวาง ส่วนวงพวงมาลัยนั้นไม่ได้เป็นวงกลม ค่อนข้างจะเป็นทรงเหลี่ยม ดูเก๋ไก๋ แต่ก็ใช้งานได้ดี ด้านความไฮเทคนั้นจัดมาเต็มรูปแบบ ด้วยระบบปฏิบัติการของ ไฟเออร์ฟลาย ที่มีชื่อว่า แอสเตอร์ (Aster) ที่มีมาพร้อมระบบอัจฉริยะช่วยเหลือการขับขี่ ที่ทำงานร่วมกับเซนเซอร์ และกล้องรอบคันช่วยขับขี่ได้อย่างปลอดภัย แถมยังมีอินเตอร์เฟซที่สวยงาม และนุ่มนวลไม่เหมือนใคร แถมไฟห้องโดยสารตอนกลางคืนนี่สวยโดดเด่นมาก และถ้าใครชอบกล้องช่วยมองมุมอับขณะเปลี่ยนเลน คันนี้จัดให้มาเลยโดยเมื่อเปิดไฟเลี้ยวภาพจะปรากฎขึ้นบนจอกลางให้เห็นกันชัดๆหมดห่วงเรื่องมอเตอร์ไซค์มุด นอกจากนั้นจุดเด่นอีกประการคือ มันมาพร้อมกับเครื่องเสียงระบบ ดอลบี้ แอทมอส (Dolby ATMOS) 7.1 แชนแนล 14 ลำโพง ให้เสียงยอดเยี่ยมใสกระจ่างน่าประทับใจ
แต่ที่หงุดหงิดคือ ไหนๆจะไฮเทคแล้ว ทำไมไม่ใช้ที่ชาร์จมือถือแบบไร้สายมาให้มันจบๆน้อ
ด้านสมรรถนะมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง 143 แรงม้า กับแรงบิด 200 นิวตันเมตร และแบตเตอรี่ขนาด 42.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ราว 340-400 กิโลเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ใน 8.1 วินาที กับความเร็วสูงสุด 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง เรียกว่าไม่ได้จัดจ้าน แต่ก็เหลือเฟือ แต่สิ่งที่จัดได้ว่าเป็นจุดเด่นเห็นจะเป็น วงเลี้ยว เพราะทำได้แคบมาคือ 4.75 เมตรเท่านั้น กลับรถบนถนนสองเลนได้สบาย กับอีกเรื่องที่เด่นมากก็คือ ช่วงล่างที่นุ่มนวล ซับรอยต่อและความขรุขระบนพื้นถนนได้ดี แต่มั่นคง มั่นใจ ในการขับขี่ด้วยกันสะเทือนหลังแบบมัลติลิ้งค์
เรียกได้ว่า ขับแล้วประทับใจในความพรีเมี่ยมของงานออกแบบ และคุณภาพการขับขี่ที่เหนือชั้น คาดเดาราคากันแล้ว แม้จะดูว่าเป็นรถเล็ก แต่จากคุณภาพของรถ ไม่น่าจะเป็นรถราคาย่อมเยาได้ ถ้าให้เดาก็ขอเดาว่า 8 แสน เอาไปชนกันตรงๆกับ ฮอนด้า ซิตี้ เลยก็แล้วกัน เอาเป็นว่ารอลุ้นกับราคาในงานมอเตอร์โชว์ก็แล้วกันขอรับ!































