ทำเอาแฟนๆ พากันตกใจและเป็นห่วงกันยกใหญ่ สำหรับคุณแม่สุดสตรอง “แอนนี่ บรู๊ค” ที่จู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาประกาศโพสต์ขายบ้านด่วน แถมยังใจป้ำยอมหั่นลดราคาลงมาแบบฮวบฮาบจาก 2.99 ล้านบาท เหลือเพียง 2.59 ล้านบาท จนชาวเน็ตพากันจับโยงไปว่าก้อนเงินในกระเป๋าของแอนนี่กำลังวิกฤตหรือโดนพิษไร้งานในวงการรึเปล่า

ล่าสุดเจ้าตัวมาร่วมงานเสวนาสัมภาษณ์พิเศษ ด้านอนาคตการศึกษาไทย ภายใต้หัวข้อ ผู้ปกครองไทยพร้อมหรือยัง? ระบบการศึกษาไทยกำลังถูก Disrupt ถึงเวลา Set Zero การศึกษาไทยหรือไม่” เลยชี้แจงเรื่องราวดังกล่าว โดยแอนนี่เผยว่า

“หลายคนตกใจที่ประกาศขายบ้าน ก็ไม่มีอะไรค่ะ ก็คือว่าจริงๆ แล้วแอนร่วมกันกับเพื่อน แล้วทีนี้เราคิดว่าเวลาที่เราแก่ตัวไป เราจะสร้างคอมมูนิตี้เล็กๆ แบบมีที่ดินผืนเล็กๆ คนละ 50-100 ตาราง แล้วก็สร้างบ้านเหมือนมาอยู่ด้วยกันเวลาเกษียณ เราจะได้ไม่ต้องรบกวนลูกเต้า แล้วทีนี้เผอิญว่าเพื่อนก็มีปัญหาเรื่องต้องการใช้เงิน เราก็เลยงั้นเดี๋ยวไม่เป็นไร ขายไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวค่อยสร้างใหม่ คือไม่มีอะไรเลย​ ก็คือเป็นบ้านของแอนกับเพื่อนสร้างร่วมกัน​ ไม่ใช่บ้านของแอนคนเดียว คือช่วยกันสร้าง มันมีหลายห้องนอน​ แล้วก็มีพื้นที่ข้างๆ เดี๋ยวเราก็จะค่อยๆ สร้างขึ้นมา แอนไปดูโมเดล มันจะมีโมเดลของคุณท่านนึงที่เขาสร้างคอมมูนิตี้อย่างนี้ขึ้นมา สำหรับคนที่เวลาที่เกษียณ​ เราจะได้ไม่ต้องรบกวนลูก แล้วเราก็ยังมีคนอยู่ด้วยกัน รู้จักกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

คนมองว่าเรามีปัญหาเรื่องการเงินเลยขาย ก็ไม่เป็นไร คือทุกคนจะคิดยังไงก็ได้ แต่ว่าขอบคุณวันนี้ที่ถาม​ คือเขาต้องการใช้เงินด่วน​ เราก็เลยบอกโอเค​ ไม่ใช่เรา​ แต่เราก็ต้องการใช้นะ เพราะว่าเราทุกคนต้องการใช้หมด แล้วเราก็ขายเท่าทุนค่ะ​ จาก 2.99 ล้าน เหลือ 2.59 ล้าน​ ก็คือเอาไปเลย ถามว่าเสียดายไหม ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวมันหาใหม่ได้ แล้วเราทำใหม่ได้ เพราะว่าแอนเคยเป็นนายหน้าขายที่ดินด้วย แถวนครนายก เราก็จะรู้ว่าตรงนี้ มันมีที่ที่ถูกนะ ไม่ได้แพงนะ เดี๋ยวค่อยซื้อใหม่ ค่อยเก็บเงินใหม่ก็ได้ เพราะว่าความจำเป็นของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน อันนี้คือคุณพ่อคุณแม่เขาไม่สบาย แล้วทีนี้เขาต้องใช้เงินด่วน แอนก็เลยบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเราประกาศขายให้ เพราะว่าเรามีผู้ติดตามอยู่ แต่ว่าตอนนี้ยังขายไม่ได้นะคะ เพราะคนที่ไปดูก็อาจจะดูว่า ประมาณ 100 ตารางวามันน้อยไปไหม แต่จริงๆ มี 3 ห้องนอนนะ เธอก็แบ่งกันอยู่สิ

สาเหตุที่ยอมลดเยอะ คือคุยกันแล้วค่ะ อย่างที่บอกว่าเขามีปัญหาจริงๆ เราก็เลยคิดว่าไม่เป็นไร พอมาหารแล้วจริงๆ มันตกคนละไม่กี่บาทเองนะ เพราะมันอยู่กันหลายคน มันไม่ได้แบบว่าสองล้านกว่าแล้วมันจะได้ขนาดนั้น หารกันก็ตกคนละไม่เท่าไหร่ค่ะ หลายคนก็เลยจับโยงว่าพอเห็นเราไม่ค่อยมีงานเท่าไหร่ มีปัญหาอะไร จริงๆ ของแอนอยู่ออนไลน์ซะมากกว่า แอนไม่ได้อยู่ทีวีมาประมาณ 16 ปี เท่าอายุลูกเลย นานๆ ก็จะโผล่ไปรายการนู้นรายการนี้ที เป็นคนที่ตามหาตัวจับยากเหมือนกัน​ เพราะว่า (หัวเราะ) ไม่ค่อยจะออกสื่อหรือไปไหน บางทีก็ไม่ค่อยได้ไปสัมภาษณ์ วันนี้ก็กลับบ้านเลยค่ะ แล้วแอนอยู่ออนไลน์ ทำงานออนไลน์ เป็นแอดมินให้กับเพจต่างๆ ให้กับแบรนด์ต่างๆ คือแอนทำหมด แล้วก็รีวิวสินค้า แล้วก็เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบ้าง แบรนด์ต่างๆ บ้าง และที่สำคัญเลยก็คือเราต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัด​ เราอยู่ได้ แล้วทำออนไลน์มีความสุขด้วย ส่วนรายรับรายจ่ายก็บาลานซ์ได้ค่ะ แล้วแฮปปี้เพราะว่าเราเป็นคนที่ไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ดังนั้นทุกอย่างมันก็กลมกล่อมได้”

ถามว่ามันหนักมันเหนื่อยไหม ต้องดูแลทุกอย่าง แอนว่าเมื่อก่อนตอนที่แม่ล้ม แอนเหนื่อยกว่านี้มาก ตอนที่แอนเลิกไปทำงานต่างประเทศ แอนว่าช่วงนั้น ช่วงตอนที่ลูก 8 ขวบ แอนว่าช่วงนั้นน่าจะเป็นจุดสุดของแอนแล้ว​ งานในวงการมันไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้วแหละ มันไม่มีอยู่แล้ว แล้วตอนนั้นออนไลน์ก็มาใหม่ๆ เราทำไม่เป็นด้วย ก็ตำน้ำพริกอย่างที่ทุกคนเห็น คือเริ่มต้นเบสิกมากๆ จนวันนึงมีแอนนาทีวีพูลบอกว่าพี่ต้องเปิดเพจ แล้วพี่ต้องยอมโดนด่าก่อน(หัวเราะ) คือเฟซบุ๊กแอนก็ปิดเป็นส่วนตัว ทุกอย่างแอนเป็นไพรเวทมานานเป็น 10 กว่าปี พี่ต้องยอมนะ แล้วเดี๋ยวงานจะเข้ามาเองนะพี่ เราก็เลยเชื่อเขา แล้วก็เปิดเพจ แรกๆ ก็โดนกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์มาก ก็ไม่เป็นไร แต่เราคิดว่าระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน เราต้องทำตัวเองให้ดี เขาด่าเรื่องอะไร ก็ไปเรื่อยเปื่อยค่ะ เป็นที่รองรับอารมณ์ของทุกคนอยู่แล้ว เพราะว่าเดี๋ยวนี้โลกโซเชียลคนด่าไว้ก่อน ไม่เป็นไร แอนก็โอเค เวลาแอนอ่าน อันไหนที่เราไม่ชอบเราก็ลบทิ้ง

ก่อนหน้านี้มีอดอยากนะคะ แอนทำออนไลน์มาปีนี้เข้าปีที่ 6 มีอย่างปี 2023 ทั้งปีไม่มีงานเลย แต่เราก็ประหยัด อันไหนที่เราซอฟต์ได้เราก็ซอฟต์ อันไหนที่เราประหยัดได้เราก็ประหยัด อันไหนที่ลูกพอจะช่วยเราได้ เช่น ในเรื่องของการขอทุนการศึกษา เช่นไปสอบชิงทุนต่างๆ เราก็ได้มาบ้าง​ คือขอบคุณน้องฑีมากๆ​ ที่มาช่วยเสริม ช่วยในระหว่างที่เราขาดรายได้

นอกจากจะเคลียร์เรื่องบ้านแล้ว ก็ได้พูดถึงรูชายสุดที่รักอย่าง “น้องฑีฆายุ” ที่ตอนนี้โตเป็นหนุ่ม ม.4 แววความเก่งบอกเลยว่าพุ่งกระฉูดทะลุเพดานมาก โดยเธอเผยต่อว่า “ส่วนลูกชายเป็นอภิชาตบุตรมาตั้งแต่เด็ก ก็ไม่อยากจะใช้คำนั้น แต่พ่อแม่ก็เป็นส่วนหนึ่ง แอนว่าเป็นคำสอนจากตัวเองส่วนหนึ่ง แต่ส่วนหนึ่งแอนว่ามาจากเด็กด้วยนะ บางทีพ่อแม่สอนให้ตาย ให้ดีแค่ไหน​ ถ้าเด็กเขาไม่ดี ถ้าเขาไม่เอาด้วย แต่อันนี้คือโชคดีที่เขามีบุญติดตัวมาด้วย แล้วก็เราเองก็ประพฤติปฏิบัติตั้งตนอยู่ในที่ที่ดีด้วย แล้วพอมาอยู่ด้วยกัน มันก็เลยเกิดสิ่งที่ดีๆ แล้วก่อนหน้านี้ลูกเขามีช่วงสับสนไหมว่าเขาจะไปเวย์ไหน ประมาณปีที่แล้ว ประมาณ ม.3 ค่ะ เพราะตอนที่ช่วง AI เข้ามาหนักๆ ถามว่าตอนนี้เขาตัดสินใจได้หรือยังว่าเลือกเส้นทางไหนดี ตอนนี้เราคุยกันแล้วค่ะ จริงๆ ถ้าพูดไปแล้วเดี๋ยวกลัวมันจะไม่เป็นจริง​ (หัวเราะ) ก็คือว่าตอนนี้น้องสนใจ 2 อย่าง เป็นอิคอนอมิกส์ เพราะว่าน้องเรียน AP ไป 2 ตัว เป็นเรื่องเกี่ยวกับตราสารเงิน ตราสารต่างประเทศ ตราสารหนี้ แล้วก็เทอมหน้าที่เขาจะเรียนกฎหมายการเงินระหว่างในประเทศ แล้วเทอม 2 จะเป็นเรื่องกฎหมายการเงิน ตราสารเงิน ตราสารต่างประเทศ เรื่องแบงกิ้ง เรื่องจัดการการเงินของต่างประเทศ​ อันนี้เขาลงไว้เอง เพียงแค่การแข่งขันครั้งเดียวที่เราเปิดโลกให้เขาสามารถเปลี่ยนแปลงมายเซ็ต

เขาไปหลายก้าวมากตอนนี้ เขาก้าวกระโดดนะ​ แล้วเขาเลือกเอง คือตอน ม.3 ตอนที่เขาสับสน คือเราเป็นแม่ก็จริง​ แต่เราไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ใครน่าจะเป็นไอดอลที่จะพูดเรื่องนี้ได้ ระหว่างอาร์ตกับระหว่างการทำมาหากินที่จะต้องเอาเงินมาควบ ดูแลความฝัน แล้วพี่โน้ส อุดม​ เราก็ยกหูหา บอกพี่โน้ส หลานมีความสับสน แล้วพี่โน้สแกก็สร้างรายได้ เพื่อมา cover ความฝันของแกที่แกเป็นนักศิลปะ วาดภาพ พอแกบอกว่าความฝันมันต้องใช้เงินบางครั้ง แอนก็เลยนัดให้เจอกัน​ แล้วทีนี้แอนว่าตรงนั้นน่ะเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งจุด แล้วก็จุดเปลี่ยนที่สองน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่แอนพาเขาไปเปิดโลกเรื่องของ trading เรื่องของ Harvard ค่ะ

ถามว่าเราเซอร์ไพรส์ ตกใจกับลูกเราไหมว่าเกินวัยมากในความคิด คือแอนว่าเมื่อก่อนเขาจะมีความคิดเหมือนเด็กทั่วๆ ไป​ ก็คือเวลาแอนพูดเรื่องเงิน เขาจะบอกว่าเงินไม่สำคัญหรอกแม่ ความสุขนี่สำคัญ คนเรามันต้องมีความสุข แอนก็บอกว่า ลูก การมีเงินคือการมีอิสระ มีเงินน่ะไม่ได้ผิดนะ เป็นคนรวยไม่ได้ผิดนะ แต่ว่าถ้ายูเลิกกับแฟน คือเขายังไม่มีนะ​ แต่แอนสมมติให้เขาเข้าใจ ถ้าน้องฑีเลิกกับแฟน นั่งร้องไห้บนรถ Lamborghini กับนั่งร้องไห้บนฟุตบาท หนูว่านั่งตรงไหนสบายกว่ากัน แม้มันจะต้องเจ็บปวดเท่ากัน แล้วอีกอย่างหนึ่ง​ เงินมันซื้อความรักไม่ได้ก็จริง มันซื้อมิตรภาพไม่ได้ก็จริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันโคตรจะจำเป็นเลย เพราะในวันที่คุณไม่มี ซึ่งหนูก็ผ่านมันมากับแม่แล้ว หนูรู้สึกว่ามันไหวไหม แล้วยิ่งเจเนอเรชันยูน่ะ ยูไหวรึเปล่า แล้วอีกหน่อย ถ้าสมมติยูต้องไปสร้างครอบครัว ถ้ายูมีแฟน มีภรรยา แต่งงานไป หรือจะเลี้ยงข้าวแฟน แม่ไม่ให้ตังค์นะ ยูอย่ามาใช้ตังค์ไอ คือยูต้องใช้ตังค์ตัวเองนะ เขาก็เลยมองว่าผมต้องสร้างฐานะจริงๆ เขาพูดอย่างนี้ เขาบอกว่าผมอยากรวย

แล้วพอเขาเป็นวัยรุ่นแล้ว ถามว่าคุณแม่กังวลเรื่องสาวๆ ไหม ความรักวัยรุ่น ไม่เลย พอดีว่าเขามีเพื่อน วัยเดียวกัน แล้วเพื่อนเขาก็มีแฟนกันหมดแล้ว ทีนี้เด็กๆ เขาก็แชร์กันบอกว่า ฉันพาแฟนไปกินข้าว แล้วโดนไป 2000 เด็กวัยรุ่นเขาก็เม้าธ์มอยกัน เนี่ยต้องเลี้ยงแฟนนะ พาไปดูหนังโดนไปอีก 700-800 เรื่องผู้หญิง เราเป็นห่วงลูกไหม ไม่เลย เขาบอกว่าสเป๊กเขา ขอให้ดีให้ได้ 20 เปอร์เซ็นต์ของแม่ ถ้าเขาเจอ ถามว่าแม่ตัวลอยเลยไหมลูกชม (หัวเราะ) แอนก็ถามว่าทำไมอ่ะ แม่ดีขนาดนั้นเลยเหรอ ฉันไม่ใช่คนดีนะเธอ ก็เป็นคนธรรมดาคนนึง เขาบอกว่าไม่อ่ะแม่ แม่เข้าใจผมมากเลย แม่จะ 50 แล้วแม่โคตรวัยรุ่นเลย แม่เข้าใจผมทุกอย่าง เข้าใจเด็กเจนผมด้วย เรารู้หมดเราทันเขาหมด ถามว่าสเป๊กเขาต้องเป็นแบบแม่เลยไหม ไม่ใช่หรอกค่ะ เขาหมายความว่าขอให้เข้าใจเขาได้สัก 20 เปอร์เซ็นต์ คุยได้ทุกเรื่อง ไม่มาแบบว่าง้องแง้งงอแง คือแอนค่อนข้างเป็นผู้หญิงแมนๆ

ถ้าวันนึงเขาจะมีแฟน คือแอนเป็นเด็กบ้านนอก แอนมาทำงานในกรุงเทพฯ ไม่เห็นแม่จะว่าอะไรเลย แล้วก็อย่างคนที่เขาอยู่เมืองนอกลูกเขาก็ออกจากบ้านตั้งแต่ 18 เขาก็ไปใช้ชีวิตกันก็ธรรมดา แอนเชื่อว่าเด็กทุกคนที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ พ่อแม่เขาก็ไม่ได้มานั่งถามว่า เธอคบใครอยู่ตอนนี้ ดีมั้ยยังไง ส่วนเราถามลูกไหมว่ามีแฟนหรือยัง ไม่ต้องถาม บอกตลอด เขาบอกว่ายังไม่มี แต่อันนี้คือสเป๊กผมนะ สเป๊กเป็นแบบนี้นะแม่ แม่ดูนะ อินสตาแกรมอันนี้สเป๊กแบบนี้แม่จำไว้เลยนะอะไรอย่างนี้ เขาเล่าให้เราฟังทุกเรื่อง เพราะว่าเราไม่เคยปิดกั้น เราไม่เคยดุด่า เราไม่เคยแบบว่าเฮ้ยอย่าทำ ให้เล่าก่อน ถึงแม้บางเรื่องมันจะไม่ใช่ เราเก็บไว้ก่อนข้างใน ส่วนแม่มีสเป๊กไหมว่าลูกสะใภ้ต้องเป็นยังไง ขอให้พากันไปได้ดี

ถามว่าเรามีแนะนำเขามั้ยถ้าเกิดมีแฟนจะต้องยังไง มีแค่นี้แหละค่ะ บอกว่าลูกมีแฟนกับเพื่อนเหมือนกันนะ คล้ายๆ กัน ก็คือให้พากันไปได้ดี พากันไปทำเรื่องดีๆ แล้วก็ให้เขาเป็นสุภาพบุรุษ ต้องดูแลเขานะ ยูก็ต้องหาวิธีทำมาหากิน ไม่ใช่มาใช้ตังค์ไอไปเลี้ยงสาวไม่ได้นะ ยูต้องใช้ตังค์ตัวเอง เขาทำงานหาเงินเองได้แล้ว ตอนนี้เขาก็แว้บๆ ของเขาทำในคอมกับเพื่อน เขาเรียกว่ากำลังจะ Start up คือแอนพูดเยอะก็ไม่ได้เขาไม่ให้บอก เขาบอกว่าผมกำลัง Start up อยู่นะแม่ แม่ใจเย็นๆ นะ แม่รอผมหน่อยนะ แม่อย่าเพิ่งตายได้มั้ย แล้วก็ถามว่าทำไมล่ะลูกทำไมคิดอย่างนี้ เขาก็บอกว่าปีนี้แม่ 46 แล้ว แม่แก่แล้ว เราก็บอกว่าแม่จะรอ

หลายคนแซวว่าลูกเราเก่งเกินอายุ แอนว่าไม่แปลกสำหรับเด็กสมัยนี้นะ เพราะว่าข้อมูลเยอะ เด็กสมัยนี้เข้าถึงข้อมูลเยอะไม่แปลกค่ะ ไม่ใช่แค่ลูกแอนหรอก แอนคิดว่าลูกของหลายๆ คน หลายๆ บ้านตอนนี้น่าจะเริ่มแล้วแหละ แล้วทุกคนก็มองเห็นว่าการประสบความสำเร็จหรือว่าการที่เรามองหาลู่ทางอะไรที่มันเร็ว บางคนมีเงินก่อน 14-15 ก็สามารถทำอะไรได้แล้ว เหมือนเขาจะอายุน้อย ร้อยล้าน เหมือนเป็นเด็กเวย์นั้น (ยกมือไหว้สาธุ) หนูต้องไปกี่วัด เขาเริ่มเร็วมีจุดมุ่งหมายของตัวเองแล้ว ก็อยู่ที่ Mindset ของเรา แล้วทีนี้เราย้ายบ้านบ่อยมาก เขาก็บอกว่าผมอยากสร้างบ้านให้แม่จังเลย เขาเรียกว่าประสบการณ์สอนเขาเองแหละ มันเป็นชีวิตเราที่เราใช้ในปัจจุบัน แล้วมันทำให้สอนเขาว่า อยากให้แม่มีบ้าน ผมไม่อยากให้แม่ต้องมาคิดเยอะ ไม่อยากให้แม่เหนื่อยแล้ว

เราอยากมีบ้านเป็นของตัวเองอยู่กับลูก แต่จริงๆ แอนบอกแล้วไงว่า ฉันจะไปสร้างชุมชนบ้านคนชราของฉัน แต่ทีนี้เขาบอกว่าเขายังอยากอยู่กับแม่อยู่นะ ยังอยากอยู่ใกล้ๆนะ แล้วถ้าลูกแต่งงานไปล่ะ ลูกก็ต้องไปอยู่บ้านลูกนะ แม่จะไปอยู่บ้านลูกไม่ได้นะเพราะว่า ยูต้องสร้างเป็นครอบครัวของยูเอง ไอจะไปอยู่กับยูไม่ได้ แต่ยูมาเยี่ยมไอได้ แบบนั้นแม่ว่าแฮปปี้มากกว่า เขาก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นเราคนละหลังได้มั้ยล่ะ เราก็ช่วยกันหามั้ยล่ะ ก็เป็นการคุยกันเล่นๆ สนุกๆ แต่ถ้าวันข้างหน้าอะไรก็เปลี่ยนแปลงได้ อะไรก็ไม่แน่นอน สมมติว่าวันข้างหน้าเขาทำไม่ได้ แล้วเขาไม่ประสบความสำเร็จขึ้นมา ก็ไม่เป็นไร เราพร้อมซัพพอร์ตอยู่ตรงนี้เสมอ

ส่วนเคล็ดลับหลักคิด 1 ข้อ ในการเลี้ยงลูกของเราให้ได้แบบนี้ ยกเป็นเครดิตของเรายกให้เป็นข้อแรก แอนว่าเป็นเรื่องของ relationship ความเข้าอกเข้าใจ เลี้ยงลูกด้วยความเมตตา แล้วก็เลี้ยงลูกอย่างที่ลูกไม่ใช่ของเรา อันนี้ขอยืมคำของแม่ชีศันสนีย์มาใช้ เลี้ยงลูกอย่างที่ลูกไม่ใช่ของเรา สิ่งที่เขาพูดสิ่งที่เขามาปรึกษาเรา ถ้าเราเลี้ยงลูกอย่างที่เป็นของของเรา เราจะแอนตี้ทุกคำพูด เขามาปรึกษาอะไรก็บอกไม่ใช่ เพราะว่าเราคือศูนย์กลาง ฉันเป็นจุดศูนย์กลางของเธอ ฉันถูก ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อนซึ่งร้อนมากด้วยอาจจะลวกแล้วโดยที่แม่ฉันไม่รู้ แต่เราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราเลี้ยงลูกด้วยความเมตตา แล้วเราก็มองเขาว่า เขาไม่ใช่เด็ก เขาเป็นผู้ใหญ่คนนึงที่อยู่ในร่างเด็ก พอเขาโตมาใช้คำพูดธรรมดาอธิบายให้เข้าใจ แอนไม่เคยตีลูกเลย เพราะฉะนั้นการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ไม่มีไม่เกิดขึ้นแน่นอน พอเขารู้ถึงความเมตตาของเรา แล้วเราอยู่กันมาแบบนี้ นุ่มนวลกลมกล่อม ให้เวลาเขา เป็นแม่ที่มีอยู่จริง ให้กับเขา รับฟังมากกว่าพูดติเตียน แค่นี้แหละ แอนให้ความสำคัญกับลูกมากที่สุด”