อุตสาหกรรมบันเทิงไทย และจีนก้าวสู่ศักราชใหม่ของการร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์ม “ซีรีส์สั้น” (Vertical Short Drama) มากมายได้เตรียมตัวหันมาผนึกกำลังกับผู้ผลิตชาวไทย พลิกโฉมการทำธุรกิจจากเพียง “ซื้อลิขสิทธิ์” สู่การวางรากฐานผลิตร่วมกันผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก หวังใช้ไทยเป็นฐานทัพสำคัญบุกตลาดอาเซียนและสากล

จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2026 พบว่าซีรีส์แนวตั้งไม่ได้เป็นเพียงคอนเทนต์คั่นเวลาอีกต่อไป แต่กลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ที่สร้างรายได้มหาศาล โดย “เดลินิวส์” ชวนมาเจาะลึก 3 ยุทธศาสตร์ความร่วมมือที่น่าสนใจที่กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนหน้าจอมือถือที่สำคัญ ดังนี้
1. China Investment, Thai Production: ทุนจีนหนุน ฝีมือไทยสร้าง

โมเดลนี้เป็นการดึงเอา “สูตรสำเร็จ” ของจีนที่เน้นการเดินเรื่องรวดเร็ว กระชากอารมณ์ และมีจุดพีคทุก 60 วินาที มาเป็นต้นแบบบทโทรทัศน์ แต่ใช้ทีมโปรดักชันชาวไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานภาพระดับ Cinematic และการเลือกนักแสดงที่ถูกจริตผู้ชมในระดับสากล ทำไมต้องไทย? นายทุนจีนมองว่างานสร้างของไทยมีความละเมียดละไม ซึ่งช่วยยกระดับซีรีส์แนวตั้งให้ดูพรีเมียมมากขึ้น
2. Localization: รีเมคพล็อตทองคำสู่หัวใจคนไทย

แอปพลิเคชันดังเริ่มนำพล็อตระดับ “พันล้านวิว” จากจีน มาทำการ “รีเมค” ใหม่ทั้งหมด โดยใช้ฉากหลังเป็นประเทศไทยและนักแสดงไทย เป้าหมายเพื่อลบกำแพงทางวัฒนธรรมและภาษา ทำให้ผู้ชมรู้สึก “อิน” ไปกับเนื้อหาได้ทันที เช่น การปรับเปลี่ยนพล็อต “สงครามแม่ผัวลูกสะใภ้ในคฤหาสน์ปักกิ่ง” มาเป็น “ดราม่าในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน” ซึ่งเข้าถึงความรู้สึกคนไทยได้ลึกซึ้งกว่างานพากย์เสียงทั่วไป
3. Thai Vertical BL: ส่งออก “วายแนวตั้ง” สู่สายตาโลก

ด้วยศักยภาพของไทยที่เป็นอันดับหนึ่งในด้านการผลิตซีรีส์วาย (Boys’ Love) จีนจึงอาจจะมีการร่วมมือผลิต “วายแนวตั้ง” หรือ Short BL เพื่อป้อนเข้าสู่แอปพลิเคชันทั่วโลก โดยอ้างอิงความสำเร็จในปี 2026 ผลงานอย่าง “Screen Together” และ “Influlover” คือข้อพิสูจน์ว่ามุมกล้องแนวตั้งที่เน้นความใกล้ชิด (Intimacy) สามารถสร้างเคมีระหว่างนักแสดงได้อย่างทรงพลัง และกลายเป็นสินค้ายอดนิยมที่มียอดซื้อเหรียญรับชมสูงสุดในหลายประเทศ

ความร่วมมือทั้ง 3 รูปแบบนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญในการผลักดัน Soft Power ไทย ผ่านงานออกแบบ แฟชั่น และการท่องเที่ยวที่แทรกซึมอยู่ในซีรีส์สั้นเหล่านี้ โดยมีจีนเป็นตัวกลางในการกระจายคอนเทนต์ไปยังตลาดโลกด้วยเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มที่ล้ำสมัย
อนาคตของซีรีส์แนวตั้งไทย-จีนในปี 2026 จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันด้านปริมาณ แต่คือการแข่งขันด้านคุณภาพและการเข้าถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น (Hyper-Localization) ที่ทำให้สมาร์ตโฟนกลายเป็นโรงภาพยนตร์ส่วนตัวที่ไร้พรมแดนอย่างแท้จริง!.



