สัมผัสอีกด้านของ นัท-ธนัท ด่านเจษฎา หรือ “นัท LYKN” ศิลปินหนุ่มสุดฮอตที่หลายคนคุ้นภาพความมั่นใจบนเวที แต่เบื้องหลังกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ผ่านรายการ Woody Talk ย้อนเล่าปมในวัยเด็กที่ทำให้กลายเป็นคนขี้อาย คิดเยอะ และกังวลทุกการแสดงออกจนหลายครั้งถูกเข้าใจผิดเพราะเป็นคนหน้านิ่ง พร้อมเปิดใจถึงช่วงเวลาหนักที่สุดในชีวิต หลังสูญเสียคุณพ่อ ซึ่งกลายเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่ทำให้วันนี้เลือกใส่ใจและใช้ทุกนาทีกับคนที่รักให้มีค่าที่สุด

“จริง ๆ ผมโชคดีด้วยที่ได้มาอยู่กับค่าย GMMTV รู้สึกว่าในค่ายให้โอกาสเยอะมาก ๆ แล้วยิ่งฐานแฟนคลับมีอยู่ที่ต่างประเทศเยอะด้วย รู้สึกว่าเราได้รับประโยชน์จากตรงนั้น ทางค่ายก็ส่งวง LYKN ไปต่างประเทศ ช่วงแรก ๆ ได้ไปคือประเทศญี่ปุ่น ในตอนแรกแฟน ๆ ก็ยังไม่ค่อยรู้จักพวกเราเท่าไหร่ แต่พอได้ไปหลาย ๆ ที่มากขึ้น เริ่มมีคนฟังเพลงของพวกเราเยอะมากขึ้น พอ LYKN ได้ประกาศคอนเสิร์ตไป แล้วก็มี World Tour จริง ๆ ก็รู้สึกว่ามันมาไวมากเหมือนกัน ที่เราได้ไปลองอะไรแบบนั้น และรู้สึกว่ามันเป็นสนามซ้อมของเรา ทำให้เราได้ไปแสดงในสถานที่ต่างออกไป ซึ่งช่วยให้เราได้พัฒนาทักษะจากตรงนั้นต่อ ๆ กันไปครับ ที่มาของฉายา “แปลกแบบปกติ” หมายความว่า เอาจริงผมว่าผมเป็นคนแปลกนิดหนึ่ง รู้สึกว่าการแสดงออกความรู้สึกของผมมันค่อนข้างซับซ้อน ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าที่จะแสดงความรู้สึกตัวเองออกไปตรง ๆ มันจะมีเสียงในหัวเล็ก ๆ ว่าเราแสดงออกแบบนี้แล้วคนที่ฟังเราอยู่เขาจะรู้สึกยังไง คือผมเป็นคนคิดเยอะ อาจจะทำให้เวลาผมแสดงออกไปแล้วมันดูแปลกสำหรับคนที่ฟังอยู่ ดูเหมือนกับว่าเรารู้สึกอย่างนี้จริง ๆ หรือเปล่า อย่างเช่นน้องในวง เวลาที่มีอะไรมาให้ดู หรือเอาอะไรมาให้ผมชิม แล้วผมบอกว่า “อร่อยจังเลย” แต่ความรู้สึกผมคืออาจจะอร่อยมาก ๆ แต่การแสดงออกของผมที่สื่อออกไปอาจจะทำให้เขาคิดว่าปลอมหรือเปล่า คือผมเป็นคนคิดเยอะมากเวลาจะพูดอะไรออกไป”

“ตัวตนของผม รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ขี้อายมาก ๆ เวลาได้มาคุยกับคน ผมจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจมากเท่าไหร่ แต่ว่าวันนี้รู้สึกว่าผมได้เรียนรู้อะไรบางอย่างเหมือนกันกับการได้มาคุยกับพี่วู้ดดี้ รู้สึกว่าตัวเองได้ค้นหาอะไรบางอย่างในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีเลเยอร์บางอย่าง ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเยอะขนาดนี้ แล้วก็รู้สึกว่าบางทีผมอาจจะต้องละลายเลเยอร์นั้นให้มันมากขึ้นกว่านี้ในการที่จะไปใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตข้างหน้า แล้วก็รู้สึกว่าผมอาจจะเรียกว่าเป็นคนที่คิดเยอะ อาจจะคิดเยอะเกินไปหน่อยบางที ซึ่งมันก็ทำให้ผมเริ่มรวนแล้ว คือเอาจริงผมว่าตอนเด็กผมไม่คุยกับใครเลยดีกว่า คุยน้อยมาก ๆ เวลาไปเจอเพื่อนคุณพ่อคุณแม่ก็จะอยู่เงียบ ๆ แบบหงอย ๆ อยู่กับพี่ชายก็ไม่ค่อยกล้าคุยมากเท่าไหร่ จนผมรู้สึกว่าอาจจะทำให้ผมเป็นอย่างนั้นจนถึงตอนนี้ แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองดีขึ้นประมาณหนึ่งครับ  อาจจะเพราะผมมีเป้าหมายที่อยากเป็นศิลปิน ผมได้ทำกิจกรรมตั้งแต่เด็ก ไปเต้น ไปออดิชันในรายการ Project Alpha แล้วได้มาเป็นศิลปิน ก็อาจจะทำให้ผมทลายกำแพงตรงนั้นประมาณหนึ่งเวลาอยู่บนเวที ผมอาจจะเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้สึกมั่นใจในตัวเอง ผมอาจจะชอบอยู่บนเวที เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองมั่นใจมากกว่าตอนอยู่ข้างล่างเวทีครับ เป็นผมอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง เพราะมีแฟน ๆ ด้วย เพราะเรารู้ว่าเราทำอะไรไปแล้วเขาจะชอบที่เราแสดงอยู่บนเวที เลยรู้สึกมั่นใจว่าเราจะทำแบบนี้ไป บวกกับมีวง LYKN ด้วยที่เป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยของผม ทำอะไรจะมีอีก 4 คนคอยผลักดัน ซึ่งมันก็เป็นอีกมวลพลังงานหนึ่งที่ทำให้มั่นใจในตัวเองเวลาผมแสดงอยู่บนเวที รู้สึกว่ามันเป็นที่ของเรา แต่พอเราลงมาใช้ชีวิตที่ไม่ได้เป็น LYKN อาจจะทำให้ผมรู้สึกประหม่า หรือว่าไม่มั่นใจเวลาในการไปไหนต่อไหนคนเดียวมากกว่า จะไม่มีใครคอยมาผลักดันเรา สมมุติเราเล่นมุกบนเวทีซึ่งมันฝืดแค่ไหนก็จะมี 4 คนที่คอยหัวเราะให้ผม ซึ่งผมเป็นคนตลกเวลาอยู่แค่กับ LYKN ดีกว่า เวลาลงมาแล้วมันดูแห้งไปหมดเลยเวลาออกงานคนเดียว”

นัท เล่าต่อว่า “ตอนที่เพอร์ฟอร์มอยู่ที่เมืองนอกแล้วเกิดเหตุการณ์สูญเสีย จริง ๆ ตอนนั้นก็รู้สึกเหมือนงงไปเลยครับ เพราะว่าวันนั้นเหมือนเสร็จงานแล้ว กำลังจะบินกลับแล้ว แล้วเหมือนตื่นมาตอนเช้าแล้วเห็นไลน์เด้งขึ้นมาว่าจัดงานศพวันนี้นะ ผมก็ “เหรอ” แล้วผมก็เหมือนสมองว่างเปล่าไปเลย ผมไม่รู้ต้องทำตัวยังไงเลย ทุกอย่างมันเงียบ ผมอยู่ในห้องนอนคนเดียวแล้วมันเงียบกริบไปหมด เป็นความรู้สึกที่เอาจริง ๆ ผมไม่เคยสูญเสียใครมาก่อนเลย เรียกว่าคุณพ่อเป็นคนแรกเลยที่ผมสูญเสีย รู้สึกว่าผมเห็นคุณแม่เศร้าก็เลยรู้สึกว่าตัวเองอาจจะต้องไม่ได้เศร้าขนาดนั้นเพื่อทำให้คุณแม่รู้สึกโอเค รู้สึกว่าเราจะต้องเป็นคนที่ดูแลคุณแม่ต่อจากคุณพ่อ ก็เลยอาจจะต้องเป็นคนที่เข้มแข็งประมาณหนึ่ง เอาจริง ๆ คุณพ่อป่วยมานานแล้ว ค่อย ๆ ทรุดลงเรื่อย ๆ ช่วงที่ผมทัวร์คอนเสิร์ตไม่ค่อยได้เจอคุณพ่อ แต่ว่าคุณพ่อก็อยู่ที่บ้าน มีคุณแม่กับพี่ชายช่วยดูแล ช่วงนั้นมีบินไปอเมริกาแล้วก็เว้นอาทิตย์หนึ่งแล้วไปยุโรป ซึ่งช่วงที่บินไปยุโรปคือช่วงสุดท้ายที่คุณพ่อเริ่มจะไม่ไหวแล้ว วันนั้นก็เป็นวันที่ผมงงกับชีวิตตัวเองประมาณหนึ่งว่ามันเกิดขึ้นจริงแล้วเหรอ เพราะผมไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ แต่สุดท้ายแล้วมีอะไรให้เราทำมากจนเกินกว่าที่จะมานั่งคิดเรื่องที่มันเศร้า คือผมเป็นคนที่ไม่ได้ชอบไปนั่งนึกเรื่องที่มันเศร้า หรือเสพติดความเศร้า บางคนอาจจะไปนั่งดูรูปเก่าเพื่ออินกับความเศร้าตรงนั้น แต่ผมรู้สึกว่าต้องใช้ชีวิตต่อ แล้วก็มีหน้าที่ๆต้องทำต่อ อาจจะไม่รู้ว่าผมกดสิ่งนั้นไว้หรือเปล่า แต่ผมพยายามที่จะไม่กลับไปดูมันมากเท่าไหร่ครับ  เขาเป็นคนที่ติดตามดูผมอยู่ตลอด คอยดูคอมเมนต์ของแฟน ๆ ตลอดแล้วก็จะบอกว่าเขาพิมพ์อันนี้มาหาเรานะ แล้วก็เปิดให้ผมดู เขาภูมิใจในตัวผมมากสุด ๆ เลย เขาเป็นคนไปส่งผมซ้อมเต้น ไปฟิตเนสตลอด ก่อนที่เขาจะป่วยแล้วก็ไปส่งผมไม่ไหวครับ คุณพ่อมีคนรักเยอะมาก ๆ ไม่เคยดุผมเลย ดุผมน้อยมาก ๆ และค่อนข้างตามใจผม เวลาแม่ดุเขาก็จะคอยโอ๋ผมตลอด เวลาผมกลับบ้านดึก คุณพ่อก็จะไลน์มาบอก “แม่เอาแล้วนะ แม่เริ่มแล้วนะ” ผมก็จะรีบกลับ คุณพ่อเป็นคนที่น่ารักกับผมมากครับ”

“กับคุณพ่อ ผมคิดถึงเสียงของเขา เขายังไม่ได้ไปคอนเสิร์ตครั้งที่ 2 ของผมเลย คอนเสิร์ตแรกเขาได้ไป แต่ว่าคอนเสิร์ตครั้งที่ 2 ในช่วงปีที่ผ่านมาเหมือนเขาเริ่มไม่ไหวแล้ว ก็เลยต้องอยู่แต่ที่บ้าน ถ้าเขายังอยู่เขาคงเปิดเพลงของผมฟังแล้วก็ลุกมาเต้นแน่ ๆ เพราะเพลงแรก ๆ ของผมในวง LYKN เขาจะชอบเต้นท่าของเขา ซึ่งมันก็ไม่ค่อยเป็นท่าเต้นเท่าไหร่ แต่ผมคงคิดถึงเสียงเขามาก ๆ ทุกวันนี้บางทีนอนอยู่ก็เหมือนเห็นเขาอยู่ในห้อง แล้วก็ลุกมาฟังเพลงของผม ถ้าเขาอยู่คงเปิดฟังเพลงเดี่ยวเพลงแรกของผมไม่หยุดเลยแหล่ะครับ”