หลังรับไม้ต่อ ขึ้นนั่งตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS แทนที่ “สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ตั้งแต่ 3 พ.ย.68 หรือ เป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้ว ทาง “ปรัธนา ลีลพนัง” ซีอีโอ ของ AIS เพิ่งได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์สื่อ แม้ว่าจะไม่ใช่การเปิดวิสัยทัศน์ ถึงแผนนำพา AIS แข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคม อย่างเป็นทางการ แต่ก็มีมุมมองที่น่าสนใจกับ ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทย
ตลาดอยู่ในช่วงรอยต่อสำคัญ
“ปรัธนา ลีลพนัง” ซีอีโอ ของ AIS บอกว่า อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากผู้ให้บริการเครือข่ายพื้นฐานสู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Intelligent Infrastructure) โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI และความต้องการใช้งานข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เน้นการดาวน์โหลด (Download) ไปสู่การอัปโหลด (Upload) และการประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ การใช้ ดาต้า จะเติบโต 10-15% และแนวโน้มการอัปโหลดข้อมูลสูงขึ้นจากการใช้ AI และการตัดต่อวิดีโอ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการครอบคลุมของสัญญาณ 5G จะสูงถึง 95% ของประชากร แต่ระดับการเข้าถึงบริการ (Penetration) ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 37% ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสที่ตลาดยังสามารถเติบโตได้อีกมากในอนาคต
นอกจากนี้ยังมuการขยายตัวของ Digital Infrastructure ในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการขยาย Data Center, Cloud หรือ AI มันไม่ได้เกิดจากความต้องการในประเทศไทยอย่างเดียว แต่เกิดจาก ความต้องการของโลก ที่อยากจะขยายมาในภูมิภาคนี้ และประเทศไทยกลายเป็นที่หมายตา ของบริษัทด้านนี้
อัดงบลงทุน 3-3.5 หมื่นล้าน
ในปีนี้ ตัวเลขการลงทุนของ AIS วางไว้ที่ 30,000 – 35,000 ล้านบาท โดยมียุทธศาสตร์หลัก คือ Intelligent Infrastructure หรือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เพื่อเปลี่ยนจาก “ค่ายมือถือ”เป็น “บริษัทเทคโนโลยีอัจฉริยะ” โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ที่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่รับส่งสัญญาณ แต่ต้องมีความฉลาดและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
โดยประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก คือ โครงสร้างไร้สาย คือ โครงข่าย 5G ,โครงสร้างแบบมีสาย คือ ไฟเบอร์บรอดแบนด์ หรือเน็ตบ้าน , ดาต้า เซ็นเตอร์ คือ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) การเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (International Connectivity) คือ การเชื่อมต่อระหว่างประเทศผ่านสายเคเบิลใต้น้ำและ Inland Cable เพื่อเชื่อมไทยไปทั่วโลก
อีกส่วนหนึ่ง คือ การต่อยอดสู่ “Digital Platform” ซึ่งนอกจาก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแล้ว AIS ยังเน้นการสร้าง Platform เพิ่มเติม คือ Entertainment Platform: เช่น แอปฯ ดูคอนเทนต์และการถ่ายทอดสด เน้นความหลากหลาย เช่น
ความบันเทิงทั่วไป อาทิ Disney, HBO, Viu และกีฬา เช่น EPL, Thai League, NBA, กอล์ฟ LPGA/PGA ฯลฯ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความบันเทิงผ่านกลยุทธ์ Content Aggregator
รวมถึงการพัฒนา Retail Platform ที่จะเป็น แพลตฟอร์มการขายของ และที่สำคัญคือ Financial Platform คือ การทำ Digital Bank หรือ Virtual Bank ที่ร่วมทุนกับพันธมิตร (กรุงไทย และ โออาร์ ในเครือ ปตท.) โดยปัจจุบัน ในด้านเน็ตเวิร์กมีความพร้อม 70-80% ส่วนแพลตฟอร์มต่างๆ อยู่ที่ประมาณ 50-60% ซึ่งต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีคำว่า 100% เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนตลอด ทั้งหมดนี้คือรากฐานสำคัญที่ AIS จะลงทุนต่อเนื่องเพื่อรองรับการเป็น Hub ของภูมิภาค
ช่วยให้คนเข้าถึงบริการการเงิน
ซีอีโอ ของ AIS บอกถึง การเข้ามาทำ Virtual Bank ร่วมกับพันธมิตร ว่า ได้ร่วมกันตั้ง ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CLIX คาดว่าอาจจะเปิดตัวได้ในช่วงกลางปีนี้ (มิ.ย. – ก.ค.) ขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่ง Virtual Bank ไม่ได้เน้นแค่กำไร แต่เน้นการสร้าง Financial Inclusion หรือ การเข้าถึงบริการทางการเงิน ให้กับคนที่เข้าถึงการกู้ยากหรือมีต้นทุนสูง โดยใช้ Data และ AI มาช่วยวิเคราะห์แทนการมีสาขา
เป้าหมาย ปี 69 รายได้ต้องเติบโต
“ปรัธนา ลีลพนัง” ยังได้บอกเป้าหมายธุรกิจในปีนี้ว่า เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา AIS มีฐานผู้ใช้งาน 5G ประมาณ 17 ล้านราย ปีนี้น่าจะขยายไปได้ถึง 20 ล้านราย โดยปัจจุบันมีฐานลูกค้ารวมอยู่ที่ 45 ล้านราย (Mobile Users) ส่วนตัว Broadband (เน็ตบ้าน) คาดว่าจะเติบโตได้มากกว่ารายได้รวม หรืออาจเติบโตได้ถึง 9% เนื่องจาก ครัวเรือนที่มีการเข้าถึงเน็ตบ้าน ของไทยเพิ่งจะอยู่แค่ 50% ของครัวเรือน ยังไม่เต็ม 100% ดังนั้นโอกาสที่ตลาดจะค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ ยังมีอยู่อีกมาก
อย่างไรก็ตาม โอกาสของ AIS ยังมีทั้งในเรื่อง 5G, บอร์ดแบรนด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาว์ด และเอไอ แต่การแข่งขันก็สูงด้วย ทั้งเรื่อง คอนเทนต์ และเอไอ อย่าง เอไอ ก็ทำ AI Services นำ AI อย่าง ChatGPT , Gemini และอื่นๆ ของไทยและต่างประเทศ มาจัดทำแพคเกจบริการให้ลูกค้าเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้ในราคาที่เหมาะสม ฯลฯ โดยทั้งหมด ตั้งเป้าหมายจะช่วยให้รายได้ปีนี้ เติบโตได้ประมาณ 3-5%
ทั้งหมด คือ การวางหมากผลักดัน AIS มุ่งสู่การเป็น Cognitive Tech-Co เปลี่ยนจาก “ค่ายมือถือ”เป็น “บริษัทเทคโนโลยีอัจฉริยะ” ที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ครบวงจร เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในไทยและระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง



