กลายเป็นมหากาพย์ดราม่าที่สั่นสะเทือนวงการลูกทุ่งและโลกโซเชียลอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ “เจี๊ยบ-อัฐพรพิมพ์” อดีตภรรยาของนักร้องรุ่นใหญ่ “สุรชัย สมบัติเจริญ” ได้ควงลูกๆ ทั้ง 4 คน ออกมาเปิดใจถึงประเด็นที่สุรชัยเปิดตัวภรรยาใหม่ “ไดอาน่า” ที่อเมริกา ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุดทางฝั่ง สุรชัย ไม่ขอเงียบอีกต่อไป ออกมาอัดคลิปชี้แจงหนังคนละม้วน โต้กลับทุกประเด็นตั้งแต่เรื่องลูกคนแรกยันพฤติกรรมในอดีตของอดีตภรรยา โดยเผยว่า “สุรบดินทร์เกิดมา ผมไม่อยากเลือกใช้ชื่อคำนี้เลย ผมไม่รู้สิ แต่อย่าให้ผมพูดเลย เพราะผมไม่อยากสบถออกมา เนื่องจากผมถูกสบถใส่มาเยอะเหลือเกิน ในวันที่บดินทร์เกิดมา ผมจำได้ว่าผมร้องเพลงอยู่ที่เฉลิมไทยและไม่ได้ไปหาเพราะต้องทำงาน ซึ่งเมื่อเขาเกิดมาแล้วผมก็โอเคไม่เป็นไร แต่ตอนนั้นผมเครียดมากเพราะผมไม่อยากมีพันธะ ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้ก็โอเค ส่วนจะใช่ลูกผมหรือไม่ผมไม่รู้แต่ผมก็ยอมรับ เพราะเธอทำงานกลางคืน จะไปไหนมาไหนผมก็ไม่รู้ ซึ่งผมไม่ได้กล่าวหาว่าเธอเป็นผู้หญิงอย่างว่า และไม่อยากให้ใครมากล่าวหาว่าคุณไดอาน่าเป็นเลฟรีจีหรือผู้ลี้ภัย เพราะผมเข้าใจว่าคุณเป็นอย่างไร และต้องรับผิดชอบด้วยความเครียดในช่วงปี 2526

บดินทร์เกิดในปี 2525 ตอนนั้นผมเครียดมากจึงไปเที่ยวอเมริกา ซึ่งคุณเจี๊ยบกล่าวหาว่าผมอยากได้ใบเขียว (Green Card) แต่ผมจะต้องการไปทำไม ในเมื่อชีวิตผมก็เคยไปอยู่อังกฤษและไปเมืองนอกมาแล้ว ผมสามารถอยู่ในเมืองไทยได้อย่างมีความสุขเพราะมีอาชีพเป็นนักร้อง แต่คุณกลับปั้นเรื่องให้มีแนวโน้มดูเหมือนผมบ้า อยากไปอยู่อเมริกา ทั้งที่ความจริงผมกลับบ้านที่เมืองไทยทุกๆ 2 เดือน และในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ผมไปกลับปีละ 4-5 ครั้ง คุณเช็กไทม์ไลน์ได้เลย ผมมีพาสปอร์ตหรือไปเช็กที่กงสุลได้เลย ในช่วงปี 2526 ถึง 2564 คุณไปเช็กได้เลย ไปกลับกี่ครั้ง ผมมีความสัมพันธ์กับคุณไดอาน่าขนาดไหน แต่คุณกลับออกมาพูดด้อยค่าเธอว่าเป็นเลฟรีจีและเป็นผู้ลี้ภัยหลบหนีมา ซึ่งผมมองว่าคุณพยายามสร้างภาพให้ตัวเองดูดี ทั้งที่คนอื่นเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ความนิ่งของคุณจะทำให้คนอื่นรู้เองว่าจริงไหม โดยผมจะเล่าความจริงจากหัวสมองที่ไม่มีสคริปต์ว่า ผมไม่ได้บ้าอยากได้ใบเขียว ผมไปออกได้อยู่แล้ว เพราะผมอยู่ในเมืองไทยก็มีความสุขดี

และผมมีความสัมพันธ์กับคุณไดอาน่าที่เมืองนอก และรู้สึกว่าเรามีความรักต่อกันจริงๆ ไม่ใช่แบบที่ต้องนอนรอ 2 ปี หากผมพูดไม่จริงคุณเจี๊ยบต้องรู้ดีว่าผมเป็นคนอย่างไร วงการนี้สามารถไปสอบถามแฟนเพลงเก่าๆ ได้ว่าผมไม่ใช่คนเห็นแก่กิเลส ผมกับไดอาน่าแต่งงานกันในปี 2528 เพราะตอนนั้นผมเริ่มเครียด ผมไม่ชอบกับการต้องมีภาระและหน้าที่ หลังจากนั้นเราก็มีลูกคนที่ 2 คนที่ 3 และห่างไปอีก 10 กว่าปี จนมีคนที่ 4 ซึ่งผมก็ดูแลเธอมาโดยตลอด จนกระทั่งเกิดเหตุน้ำท่วมปี 2554 ที่อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ในตอนนั้นคุณเจี๊ยบ บดินทร์ น้องดิ๊งค์ และน้องแพท น้องชินา ชินาไปทำงานต่างประเทศ น้องแพทมีครอบครัว ก็จะมีน้องดิ๊งค์ คุณเจี๊ยบ ต่างพากันขนของออกไปจากบ้านหมด ผมบอกว่า ไปได้ไง และถามว่าบ้านใครจะอยู่ แต่พวกเขาบอกว่าอยู่ไม่ได้และต้องไป ซึ่งผมก็ไม่ไป

ส่วนนายบดินทร์ออกจากบ้านไปนานแล้วตั้งแต่ปี 2540 กว่าๆ เพื่อไปทำงานที่ อสมท และตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เขาก็ไม่เคยกลับมาที่บ้านนี้เลย แม้แต่คุณเจี๊ยบเองก็ไม่เคยกลับมา ผมเป็นไอ้ควายใช่ไหมที่จะต้องนอนอยู่กับหมาเพียงตัวเดียวเพื่อรอน้ำลด ผมใช้ชีวิตปกติ ผมทำหน้าที่ผู้ชายที่รับผิดชอบภาระและใช้ชีวิต โดยไม่สนว่าสังคมจะว่าอย่างไร ผมไม่ได้สร้างกระแสนะครับ การที่ผมทำช่องสื่อสารกับคุณไดอาน่านั้น ทำเพื่อความสุขและเก็บไว้เป็นที่ระลึก แล้วคุณเจี๊ยบจากผมไปเกือบ 10 ปี เราไม่ได้อยู่ด้วยกันและแยกกันมาตั้งแต่ปลายปี 2554 ในช่วงน้ำท่วมเธอก็ไปได้ใครก็ไม่รู้มาเอื้อเฟื้อคอนโดฯ ให้ ซึ่งผมสืบมาได้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นนักเรียนทุนที่ผมเคยฝากเรียนในมหาวิทยาลัย ผมไม่ได้สนใจเรื่องเพศสัมพันธ์ของใคร เพราะคนเราถ้าดีจริงย่อมไม่มีชู้ แต่ถ้าใครกล่าวหาว่าฝ่ายนี้มีชู้ก็ควรเอาหลักฐานมา

ผมรู้สึกเสียใจที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่นิ่งมากที่จะออกมากล้าพูด คุณต้องเอาความจริงมาพูดว่าคุณติดต่อกับฝรั่งอย่างไร ไม่ใช่มาพูดลอยๆ กับนักข่าว แล้วกล่าวหาว่า ซึ่งคุณไดอาน่ามีสัญชาติจีน พ่อเขาเป็นคนจีนและแม่เป็นคนไทย เดี๋ยวผมจะเอาพาสปอร์ตเขา ไอดีเขามาโชว์ให้คุณดู ไม่ใช่มากล่าวหาว่าเขามาเป็นชู้กับผม คุณทำร้ายผม ผมไม่เจ็บใจ คุณทำลายผม ผมไม่อะไร คือความแข็งแกร่งของเรามันมีอยู่ข้างใน คนบริสุทธิ์จะยืนอยู่ได้ แต่ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว คุณโกหกก่อน แต่ผมจะพูดความจริงที่ไม่มีสคริปต์ ไปถามแฟนเพลงรุ่นนั้นได้ว่าเธอเป็นอย่างไร มีเหตุการณ์หนึ่งตอนที่ผมได้รับเชิญไปร้องเพลงที่สวิตเซอร์แลนด์ ผมได้ตั๋ว 2 ใบ จึงพาเธอไปเที่ยวด้วย ตอนนั้นผมอายุ 20 กว่าๆ ผมระวังตัวมาก เพราะกลัวจะทำให้ชื่อเสียงของพ่อแม่และนามสกุลสมบัติเจริญต้องเสียหาย พ่อแม่ผมสอนมาว่า ต้องรักษาชื่อเสียงพ่อแม่ไว้ให้ดี ผมรู้ว่าพ่อผมเป็นที่รู้จักในสังคมมากน้อยขนาดไหน แม่ก็เป็นนักร้อง ผมก็ต้องระวังตัว

เมื่อไปถึงสวิตเซอร์แลนด์ คุณเจี๊ยบบอกว่าเจอพี่ที่เคยดูแลเธอที่อังกฤษและขออนุญาตผมไปหา เราก็บอกว่าไปสิ เพราะเราก็เชื่อใจอยู่แล้ว แต่เมื่อเธอกลับมาในคืนนั้น ผมกลับได้กลิ่นสาบผิดปกติซึ่งไม่เคยมีมาก่อนจากตัวเธอ จนผมสังหรณ์ใจว่าเมียมีชู้หรือไม่ แต่ตอนนั้นผมก็พยายามคิดในแง่ดีว่าเธออาจจะไปใช้ผ้าเช็ดตัวที่เหม็นสาบและเชื่อว่าเธอต้องเป็นคนดี เพราะไม่ได้กล่าวโทษ ผมแค่คิด แต่กลิ่นนั้นมันสาบผิดปกติ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องของความสกปรกแต่เป็นกลิ่นที่ผมสัมผัสได้ และก็มีข่าวมาเข้าหูผมว่า เธอมีความสัมพันธ์กับนายตำรวจระดับสูง แต่ผมก็ไม่มีหลักฐานจะไปกล่าวหา แล้วผมก็พิสูจน์ไม่นาน และอีกไม่นานก็มีแฟนเพลงไปเห็นคุณเจี๊ยบนั่งกินข้าวกับผู้ชายที่เซ็นทรัลพระราม 2 ซึ่งเหตุการณ์นี้มีพยานหลักฐานชัดเจนและพยานคนนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่ คือจะพิสูจน์ตอนไหนผมมีเวลาให้พิสูจน์ได้ตลอด”

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก สมบัติเจริญ สุรชัยไดอาน่า