วันที่ 17 มี.ค. 69 นายธีพันธ์ พรรังสรรค์ ผู้ใหญ่บ้านเด่นทรายมูล หมู่ 14 ต.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน นำผู้สื่อข่าวไปยังบ้านเลขที่ 22 หมู่บ้านเด่นทรายมูล หมู่ 14 ต.นาทราย เพื่อไปพบนายจูจู สุดสอยดาว ชาวปกาเกอะญอ ผู้เฒ่าสูงวัยที่คนในหมู่ดังกล่าวให้ความเคารพนับถือ เนื่องจากไม่เพียงเป็นผู้สูงวัย แต่นายจูจูยังเป็นคนที่มีอายุมากสุดในหมู่บ้าน โดยเกิด พ.ศ. 2465 มีอายุ 104 ปี โดยทันทีไปถึงบ้านหลังดังกล่าว นายธีพันธ์ ได้นำนายจูจูเดินลงจากบ้านยกพื้นสูง ในสภาพที่ร่างกายของนายจูจู ยังเดินได้เหมือนคนแข็งแรงทั่วไป แต่ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงร่างกายในเวลาเดิน โดยทั้งคู่ได้เดินมานั่งภายในกระต๊อบหลังเล็กที่สร้างไว้นั่งเล่นภายในบริเวณบ้าน ซึ่งมีภรรยาของนายจูจูนอนเล่นบนเปลอยู่ก่อนแล้ว ทราบต่อมาว่าภรรยาของนายจูจูมีอายุ 89 ปี และยังแข็งแรงเหมือนสามี
ระหว่างการพูดคุยกันระหว่างนายจูจู กับนายธีพันธ์ นายจูจู ได้หยิบหมากพลูมาเคี้ยวเป็นระยะ ๆ พร้อมกับบอกนายธีพันธ์ว่า “ชอบกินหมาก” ทั้งนี้เมื่อสังเกตตามร่างกายของนายจูจู พบว่ามีรอยสักตั้งแต่เหนือหัวเข่าไปจนถึงรอบเอว และนายจูจูได้เปิดผ้าขาวม้า ยกชายเสื้อให้ผู้สื่อข่าวดู ซึ่งทำให้เห็นว่าเป็นรอยสักอักขระอาคม, ลวดลายดอกไม้ และภาพพระพุทธรูปครอบแก้วรอบเอว นอกจากนั้นนายจูจูยังได้นำบัตรประจำตัวประชาชนให้ผู้สื่อข่าวดูด้วย ในบัตรไม่มีวันเดือนเกิด แต่ระบุปีเกิดว่าเกิดเมื่อ พ.ศ. 2465 วันออกบัตรประชาชน วันที่ 21 มิ.ย. 2561 และใช้ได้ตลอดชีพ ไม่มีวันหมดอายุ
นายจูจู เปิดเผยเป็นภาษาปกาเกอะญอ เนื่องจากไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ มีนายธีพันธ์ช่วยแปลทั้งคำถามของผู้สื่อข่าวและคำตอบจากนายจูจูให้เป็นภาษาไทย โดยทราบว่านายจูจูเกิดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เคยมีโอกาสได้รับเสด็จรัชกาลที่ 6 ครั้งหนึ่งในชีวิต รวมทั้งรัชกาลที่ 9 ก็เคยได้รับเสด็จ 2 ครั้งเช่นเดียวกัน ถือเป็นมงคลสูงสุดในชีวิตของนายจูจู

นายจูจู เปิดเผยต่อไปว่า ตนมีลูก 5 คน หลาน 14 คน และเหลนอีก 1 คน ลูกคนเล็กสุดอายุ 45 ปี คนโตอายุ 56 ปี ตนแต่งงานค่อนข้างช้า แต่งเมื่ออายุกว่า 40 ปี ทำให้ปัจจุบันลูกมีอายุยังไม่มากนัก ส่วนพี่น้องของตนมีทั้งหมด 5 คน เสียชีวิตไป 3 คน เหลือตนกับน้องอายุ 80 กว่าปี รวมทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกันก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว
สำหรับลายสักที่ให้ผู้สื่อข่าวดู เป็นความชอบส่วนตัว รวมทั้งค่านิยมของชาวปกาเกอะญอ คนรุ่นตนต่างสักยันต์ด้วยกันทั้งนั้น ด้วยการให้คนสักยันต์ประจำถิ่นที่มีฝีมือด้านนี้ มีคาถาอาคมและเป็นชาวปกาเกอะญอเหมือนกันเป็นคนสักยันต์ให้ ยกเว้นชาวปกาเกอะญอรุ่นใหม่ ที่ไม่ค่อยมีใครนิยมสักยันต์เหมือนคนรุ่นตนแล้ว
“ที่มีอายุยืนยาว ก็คงมาจากเป็นคนชอบกินสมุนไพรที่หาเองตามป่าเขา ชอบปฏิบัติธรรม แต่ก็ไม่ได้ไปวัดมา 3 ปีแล้ว อาศัยทำสมาธิภาวนาที่บ้านแทนการไปวัด ก็นั่งสมาธิ นับสร้อยประคำทุกเย็น และกินเจมาตลอด” นายจูจู กล่าว พร้อมกับเปิดเผยอีกว่า ในชีวิตเคยป่วยหนักสุดคือการไอเป็นเลือด ทุกวันนี้ร่างกายก็เจ็บป่วยบ้าง คือผวดหลังปวดเอว แต่ก็ยังแข็งแรงและความจำยังดี พูดคุยยังรู้เรื่องไม่หลงๆ ลืมๆ
ภายหลังการไปพบนายจูจู นายธีพันธ์ พาผู้สื่อข่าวไปยังบ้านเลขที่ 104/2 หมู่บ้านน้ำบ่อน้อย หมู่ 21 ต.นาทราย อ.ลี้ เพื่อพบนางกุ้ยเช จิตสกุลวัตร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้เฒ่าที่ชาว ต.นาทราย ให้ความเคารพและนับถือ โดยเมื่อไปถึง พบนางกุ้ยเช กำลังเดินเล่นในหมู่บ้าน ก่อนที่นายธีพันธ์จะนำนางกุ้ยเชขึ้นบ้านของนางกุ้ยเชที่สร้างด้วยไม้ไผ่และมุงหลังคาด้วยใบสัก ทั้งนี้ เช่นเดียวกันกับนายจูจู นางกุ้ยเช พูดและฟังภาษาไทยไม่เข้าใจ สื่อสารได้แต่ภาษาปกาเกอะญอ นายธีพันธ์จึงเป็นล่ามในการแปลภาษาระหว่างผู้สื่อข่าวกับนางกุ้ยเช และหลานๆ นางกุ้ยเช ได้นำบัตรประชาชนของนางกุ้ยเชมาให้ผู้สื่อข่าวดู ในบัตรระบุว่าเกิดวันที่ 5 ก.ย. 2443 จึงมีอายุ 126 ปี ออกบัตรเมื่อ 23 ก.พ. 2552 และเป็นบัตรประชาชนที่ไม่มีวันหมดอายุ โดยเมื่อตรวจสอบข้อมูลตาม พ.ศ. ที่นางกุ้ยเช เกิดจากวิกิพีเดีย พบว่าเกิดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตรงกับ ค.ศ. 1900 ปีชวด มีเหตุการณ์สำคัญ คือการเปิดทางรถไฟสายแรกของประเทศ สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2443, การตั้งโรงเรียนนายเรือ รวมทั้งเป็นปีที่ 119 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย

นางกุ้ยเช เปิดเผยผ่านนายธีพันธ์ว่า มีลูก 1 คน และเสียชีวิตไปเมื่ออายุได้กว่า 40 ปี มีหลาน 3 คน หลานคนที่มีอายุมากที่สุด อายุเพียง 37 ปีเท่านั้น ตลอดชีวิตไม่เคยเจ็บป่วยหนัก มีแค่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ที่ผ่านมาในช่วงวัยที่ยังทำงานได้ ก็ยึดอาชีพปลูกข้าวตามไร่หรือข้าวไร่ ส่วนการกินอยู่ ทุกวันนี้กินเจวันละ 3 มื้อ ชอบกินเต้าหู้ทอดกรอบ เป็นคนอารมณ์ดี ชอบปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ฝึกจิตด้วยการนับลูกประคำและไหว้พระสวดมนต์ทุกวัน กับไปวัดใกล้บ้านเป็นประจำ
“การพักผ่อนคือการเดินเล่นไปมาแถวๆ บ้าน” นางกุ้ยเช กล่าว พร้อมกับเปิดเผยด้วยว่า ทุกวันนี้ทำงานไม่ไหวแล้ว มีหลานๆ ผ่าฟืนหุงข้าวให้กิน แต่ถึงจะทำงานไม่ไหว แต่ความจำยังดี ไม่หลงลืม เพียงแต่หูไม่ค่อยได้ยินเสียงแล้วเท่านั้น ส่วนเพื่อนๆ หรือคนรู้จักกันในวัยเดียวกัน ต่างเสียชีวิตไปแล้วทั้งสิ้น

“ในชีวิตเคยได้รับเสด็จรัชกาลที่ 9 ครึ่งหนึ่ง ก็ดีใจมาก ทุกวันนี้ไม่อยากได้อะไรแล้ว เพราะมีความสุขดีกับธรรมชาติรอบๆ ตัว” นางกุ้ยเช กล่าวในที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลในบัตรประจำตัวประชาชนของนางกุ้ยเชกับคนที่มีอายุยืนที่สุดในโลกแล้ว นางกุ้ยเชเป็นบุคคลที่มีอายุมากกว่าคนที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลก โดยวิกีพีเดีย ระบุข้อมูลว่า คนที่มีอายุยืนที่สุดในโลกที่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการ คือ “ฌาน กาลม็อง” หญิงชาวฝรั่งเศส มีอายุ 122 ปี 164 วัน (21 ก.พ. 1875-4 ส.ค. 1997) โดยเกิดและเสียชีวิตที่เมืองอาร์ล ประเทศฝรั่งเศส.



