1.น้ำมันตะวันออกกลางสำคัญแค่ไหน : ผลิตน้ำมันวันละ 30% ส่งออก 25% ของโลก

โลกผลิตน้ำมันวันละ 106 ล้านบาร์เรล และส่งออก 45 ล้านบาร์เรล ประเทศตะวันออกกลางผลิตวันละ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งออกวันละ 25 ล้านบาร์เรล ใช้ในประเทศ 5 ล้านบาร์เรล โดย 20 ล้านบาร์เรลส่งออกทางช่องแคบฮอร์มุซ และที่เหลือส่งออกทางท่อที่สำคัญ คือท่อน้ำมันของซาอุฯ (East West Oil Pipeline) ระยะ 1,200 ไปสู่ท่าเรือ Yanbu ในทะเลแดง และท่อน้ำมัน Fujarah ของ UAE ที่ออกทางอ่าวโอมาน ระยะทาง 400 กม.

ตารางที่ 1 ภูมิภาคที่ผลิตน้ำมันโลก 2025

ภูมิภาคผลิต (ล้านบาร์เรล/วัน)สัดส่วน (%)
อเมริกาเหนือ31.829.90
ตะวันออกกลาง31.029.10
ยูเรเชีย13.612.80
เอเซีย-แปซิฟิก9.48.90
อเมริกากลางและใต้8.98.40
แอฟริกา7.67.20
ยุโรป43.70
รวมโลก106.3100

ที่มา : รวบรวมโดย อัทธ์ พิศาลวานิช

2.ไทยพึ่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมากสุด 60% นำเข้าจากอเมริกาเหนือพุ่ง 5,000%

ใน 1 ทศวรรษที่ผ่านมา (ปี 2016-2025) ไทยนำเข้าเพิ่มจาก 320 ล้านบาร์เรล เพิ่มเป็น 354 ล้านบาร์เรล เพิ่มขึ้น 34 ล้านบาร์เรล หรือเพิ่ม 10.6% ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางมากสุด สัดส่วน 60% (ทั้ง 2 ช่วงเวลา) ในปี 2025 นำเข้าจากอเมริกาเหนือ (จากสหรัฐ) เพิ่มขึ้นมากกว่า 50 ล้านบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 5,244% ในขณะที่ไทยนำเข้าลดลงจากอาเซียน ประเทศตะวันออกกลางที่ไทยนำเข้าน้ำมันมากสุดคือ UAE ตามด้วยซาอุ ส่วนประเทศในอเมริกาเหนือที่ไทยนำเข้ามากคือ สหรัฐ ส่วนในอาเซียนมีการนำเข้าทั้งจากมาเลเซียและอินโดนีเซียในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน

ตารางที่ 2 : การนำเข้าน้ำมันดิบของไทย ปี 2016 กับ 2025

ภูมิภาค20162025
ปริมาณ (บาร์เรล)สัดส่วน (%)ปริมาณ (บาร์เรล)สัดส่วน (%)
ตะวันออกกลาง206,766,00064.60212,789,00060.00
อเมริกาเหนือ1,002,0000.3053,534,00015.10
อาเซียน62,328,00019.5050,264,00014.20
แอฟริกา4,856,0001.5022,745,0006.40
อื่น ๆ45,171,00014.1015,053,0004.30
รวม320,123,000100354,385,000100

หมายเหตุ : ตะวันออกกลาง: UAE, Saudi Arabia, Qatar, Kuwait, Iraq, Oman อเมริกาเหนือ: United States อาเซียน: Malaysia, Indonesia, Brunei, Viet Nam แอฟริกา: Nigeria, Libya, Congo, Gabon, Niger, Angola, Sudan, South Sudan ประเทศที่เหลือ เช่น Australia, Brazil, Pakistan, Azerbaijan, Papua New Guinea, New Zealand, Timor-Leste, Kazakhstan, Philippines, Belgiu

ที่มา : รวบรวมโดย อัทธ์ พิศาลวานิช

3.โครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลไทย:  ทำคนไทยจ่ายแพงกว่ามาเลเซียและอินโดนีเซีย  

โครงสร้างการคิดคำนวณราคาน้ำมันดีเซลของไทยกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย มีความแตกต่างกันมาก ในโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ไทยเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน แต่มาเลเซียกับอินโดนีเซียไม่เก็บ ส่วนอื่นๆ มาเลเซียและอินโดฯ เก็บน้อยกว่าไทย เช่น ภาษีสรรพสามิต, VAT และค่าการตลาด เป็นต้น ขณะเดียวกันมาเลเซียและอินโดนีเซียใช้เงินงบประมาณ เพื่อตรึงราคาที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ตารางที่ 3 โครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลไทย เทียบ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ปี 2569

ประเทศราคา (บาท/ลิตร)อิง MOPS สิงคโปร์ระดับภาษีที่เก็บอุดหนุน
สิงคโปร์66.11อ้างอิงสูงไม่มี
เมียนมา35.94อ้างอิงต่ำไม่มี
 ไทย29.94อ้างอิงกลางกองทุน
ฟิลิปปินส์29.11อ้างอิงกลางไม่มี
กัมพูชา28.32อ้างอิงต่ำไม่มี
ลาว28.25อ้างอิงต่ำไม่มี
อินโดนีเซีย25.73อ้างอิงต่ำอุดหนุน (ตรึงราคา)
มาเลเซีย23.46อ้างอิงต่ำอุดหนุน (ตรึงราคา)
เวียดนาม22.78อ้างอิงต่ำกองทุน
บรูไน7.72อ้างอิงต่ำอุดหนุน

ที่มา : ราคามาจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน 2 ก.พ. 2568 ส่วนอื่นมาจาก อัทธ์ พิศาลวานิช

4.ดีเซล 29.94 บาท/ลิตร : สิทธิคนไทยต้องได้ใช้นาน 3 เดือน

สงครามตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 รัฐบาลบอกว่าไทยมีสต๊อกน้ำมันอยู่ 3 เดือน นั้นหมายความว่า น้ำมันดิบเหล่านั้นซึ้อมาก่อนวันที่ 28 ก.พ. 2569 แสดงว่าประเทศไทยมีน้ำมันดิบอยู่ที่ 90 ล้านบาร์เรล หรือ 14,310 ล้านลิตร สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐบาลมีการตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน สิ้นสุดวันที่ 17 มี.ค 2569 และเมื่อวันที่ 13 มี.ค 2569 มีการปรับค่าการกลั่น (Gross Refinery Margin :GRM) จาก 2 บาท/ลิตร เป็น 6 บาท/ลิตร  ทั้ง 2 กรณี “ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะปรับ” ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีก เพราะน้ำมันดิบที่ประเทศไทยมีอยู่ เป็นการซื้อด้วยราคาถูก ซื้อมาก่อนวันที่ 28 ก.พ. 2569

คนไทยควรได้สิทธิที่ซื้อน้ำมันดีเซลที่ ราคา 29.94 นาน 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. 2569 ไปจนถึงวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ไม่ควรมีการปรับขึ้นราคา

4.1 ราคาน้ำมันดีเซลวันที่ 27 ก.พ. 2569: ค่าการกลั่นอยู่ที่ 5.2 บาท/ลิตร

วันที่ 27 ก.พ. 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 68 เหรียญต่อบาร์เรล หรือ ราตา WTI อยู่ที่ 67 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ MOPS สิงคโปร์อยู่ที่ 92.88 เหรียญต่อบาร์เรล “ค่าการกลั่นอยู่ที่ 5.2 บาท/ลิตร หรือ GRM” เห็นได้ว่าร้อยละ 63% ของราคาขายปลีกดีเซลเป็นราคาหน้าโรงกลั่น และ 23% เป็นภาษีสรรพสามิต โดยใช้สูตรในการคำนวณราคาขายปลีกดีเซล

สูตรการคำนวณราคาหน้าโรงกลั่น

= (MOPS, USD/bbl + ส่วนเพิ่มราคา+ ค่าขนส่ง + ค่าประกัน) คูณ อัตราแลกเปลี่ยน, บาทต่อดอลล่าร์) หาร 158.987 (ลิตรต่อบาร์เรล)

โดย

 (MOPS + ส่วนเพิ่มราคา+ ค่าขนส่ง + ค่าประกัน) เป็นการอ้างอิงราคา CIF ที่ตลาดสิงคโปร์ (Import Parity Price) เมื่อ MOPS คือราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูป (Mean of Platts Singapore)  และ GRM (Gross Refinery Margin) หรือค่าการกลั่น = กำไรขั้นต้นของโรงกลั่น = ราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูป (MOPS) – ราคาน้ำมันดิบ

ตารางที่ 4 : โครงสร้างราคาขายปลีกดีเซลวันที่ 27 ก.พ. 2569

รายการบาท/ลิตรสัดส่วน (%)
ราคา ณ โรงกลั่น (Ex-Refinery)18.962563.33
ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax)6.9223.11
ภาษีเทศบาล (M. Tax)0.6922.31
กองทุนน้ำมัน (Oil Fund)-0.74-2.47
กองทุนอนุรักษ์พลังงาน0.050.17
ราคาขายส่ง (Wholesale – WS)25.884586.45
VAT (ขายส่ง)1.81196.05
รวม WS + VAT27.696492.50
ค่าการตลาด (Marketing Margin)2.09687.00
VAT (ค่าการตลาด)0.14680.49
ราคาขายปลีก (Retail)29.94100

ที่มา : คำนวณจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ก.พลังงาน 27 ก.พ. 2569

จากราคาหน้าโรงกลั่นที่  18.96 บาท/ลิตร สามารถแยกแยกเป็นต้นทุนน้ำมันดิบคือ 13.5 บาท/ลิตร ค่าการกลั่น 5.2 บาท/ลิตร (ไม่ใช่ 2 บาท/ลิตร) ค่าพรีเมียม และค่าขนส่ง 0.2 บาท/ลิตร

ตารางที่ 5 โครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นและ GRM เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569

ส่วนบาท/ลิตร
 ต้นทุนน้ำมันดิบ13.5
 GRM (กำไรโรงกลั่น)5.2
ปรับคุณภาพ/ขนส่ง0.2
รวม (Ex-Refinery)18.96

ที่มา : อัทธ์ พิศาลวานิช 17 มี.ค.2569

4.2 ราคาน้ำมันดีเซลวันที่ 17 มี.ค 2569 : อุดหนุนลิตรละ 20 บาท

หลังจากเกิดสงคครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบเพิ่มจาก 67 เหรียญ/ดอลล่าร์ เป็น 103 เหรียญต่อดอลล่าร์ ทำให้โครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกเปลี่ยนไป แต่ยังขายปลีกที่ 29.94 บาทต่อลิตร ทำให้ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนเพิ่มจาก 0.74 บาท/ลิตร เป็น 20.36 บาทต่อลิตร ราคาที่เพิ่มขึ้นมากคือ ราคาหน้าโรงกลั่นจาก 18.9625 บาทต่อลิตร เป็น 38.6747 บาทต่อลิตร

ตารางที่ 6 : โครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล วันที่ 17 มี.ค. 2569

รายการบาท/ลิตรสัดส่วน (%)
ราคา ณ โรงกลั่น (Ex-Refinery)38.6747129.17%
ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax)6.9223.11%
ภาษีเทศบาล (M. Tax)0.6922.31%
 กองทุนน้ำมัน (Oil Fund)-20.36-67.99%
กองทุนอนุรักษ์พลังงาน0.050.17%
ราคาขายส่ง (Wholesale – WS)25.976786.77%
VAT (ขายส่ง)1.81846.07%
รวม WS + VAT27.795192.84%
 ค่าการตลาด (Marketing Margin)2.00466.69%
VAT (ค่าการตลาด)0.14030.47%
ราคาขายปลีก (Retail)29.94100%

ที่มา : ที่มา : คำนวณจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ก.พลังงาน 17 มี.ค. 2569

ตารางที่ 7 โครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นวันที่ 17 มี.ค.2569

ส่วนบาท/ลิตรสัดส่วน (%)
 ต้นทุนน้ำมันดิบ20.7453.63
 GRM13.0833.82
 ปรับคุณภาพ/ตลาด4.8512.55
 ราคาโรงกลั่น38.67100

ที่มา : อัทธ์ พิศาลวานิช 17 มี.ค.2569

5.ทำไม “คนไทยต้องรับกรรม” จ่ายดีเซลแพง

1.การคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกมีปัญหา : วิธีการคิดราคาน้ำมันขายปลีกของไทย เป็นการคิดให้สูง แล้วผลักภาระราคาให้คนไทยต้องจ่าย ทั้งราคาที่สูงและเงินเข้ากองทุน ในขณะที่มาเลเซีย และอินโดนีเซีย แม้ว่าจะอ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ทั้ง 2 ประเทศไปปรับให้ราคาลดลง เช่น ไม่เก็บภาษี ไม่เก็บเงินเข้ากองทุน 

2.ห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำมันได้ประโยชน์ คนไทยเสียประโยชน์ : ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำ ไปจนไปราคาขายปลีก ในขณะที่คนไทยต้องซื้อน้ำมันที่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำมันเป็นผู้กำหนดราคา คนไทยไม่มีทางเลือก

3.อุตสาหกรรมไบโอดึเซลขาดการผลักดัน : ไทยเป็นประเทศที่ใช้ไบโอดีเซลน้อยที่สุดในอาเซียนคือ B7 ในขณะที่ มาเลเซียใช้ B20 และอินโดนีเซียใช้ B40 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลชุดใด ส่งเสริมและผลักดันให้มีการใช้ไบโอดีเซลให้เพิ่มขึ้น

4.ราคา 2 ตลาด ทำตลาดน้ำมันปั่นปวนและขาดแคลน : แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศว่ามีน้ำมันเพียงพอก็ตาม แต่ปัจจุบันเกิดการแย่งชิงน้ำมันหน้าปั้มน้ำมัน เพราะคนกลางที่ซื้อน้ำมันตรงจากโรงกลั่นไม่สามารถรับภาระน้ำมันที่แพงได้ จึงหันมาซื้อที่หน้าปั้มที่มีราคาถูกกว่า (เพราะเป็นราคาที่รัฐฯ อุดหนุน) แทน ทำให้เกิดการขาดน้ำมันแคลนที่หน้าปั้ม น้ำมันประเทศไทยมีพอแน่ แต่ “ราคาจะแพงมาก”