สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล แถลงปฏิเสธข้อกล่าวหาของหลายฝ่าย ว่าอิสราเอลเป็นผู้ลากสหรัฐเข้าสู่สงครามกับอิหร่าน โดยเนทันยาฮูยกย่องประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ “คือผู้นำหลัก” ในภารกิจนี้ และยืนยันว่า “ไม่มีใครสั่งการทรัมป์ได้” แต่ทั้งสองประเทศ “ประสานงานกันอย่างยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา”


ผู้นำอิสราเอลกล่าวว่า อิหร่านอยู่ในภาวะ “ถูกทำลายจนยับเยิน” และไม่สามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมหรือผลิตขีปนาวุธได้อีกต่อไป และอ้างว่า อิสราเอลเริ่มเห็นความแตกแยกในกลุ่มผู้นำอิหร่านและในสนามรบ และจะใช้เรื่องนี้เป็นโอกาส “ขยายรอยร้าวให้กว้างที่สุด” พร้อมทั้งยืนยันว่า สงครามซึ่งยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ส่งผลให้อิหร่านสูญเสียขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมทหารอย่างหนัก

https://twitter.com/IsraeliPM/status/2034735487445864842


เกี่ยวกับปฏิบัติการโจมตีแหล่งงก๊าซเซาธ์ พาร์ส ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซสำรองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และตั้งอยู่ในอิหร่าน เนทันยาฮูยืนยันว่าอิสราเอล “ปฏิบัติการโดยลำพัง” และรับปากจะระงับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเอาไว้ก่อน ตามที่ทรัมป์ขอไว้


อย่างไรก็ตาม สื่อหลายแห่งรายงานว่า อิสราเอลประสานงานผ่านช่องทางทหาร และหน่วยข่าวกรองของทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิด ซึ่งรวมถึงการที่กองทัพอิสราเอลแจ้งแผนการโจมตี ไปให้ศูนย์บัญชาการภูมิภาคกลางของกองทัพสหรัฐ (เซนต์คอม) รับทราบล่วงหน้า เพื่อป้องกันความผิดพลาดและเพื่อให้แน่ใจว่า เครื่องบินหรือเรือรบของสหรัฐในพื้นที่อ่าวเปอร์เซียจะไม่ได้รับอันตราย


นอกจากนี้ เนทันยาฮูเรียกการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ว่าเป็น “การข่มขู่” แต่ “จะไม่มีทางได้ผล” และเปรยถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่าน โดยชี้ว่าแม้ “การปฏิวัติจากทางอากาศ” จะทำได้ยาก แต่อาจมี “องค์ประกอบภาคพื้นดิน” เข้ามาเกี่ยวข้องในอนาคต และทิ้งท้ายว่า “สงครามครั้งนี้จะจบเร็วกว่าที่หลายคนคิด”.

เครดิตภาพ : AFP