จากกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น ที่ทำเนียบขาว เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ในระหว่างการแถลงต่อสื่อมวลชน มีผู้สื่อข่าวตั้งคำถาม ถึงเหตุผลที่สหรัฐไม่ได้แจ้งพันธมิตรอย่างญี่ปุ่น ให้รับทราบล่วงหน้า ก่อนปฏิบัติการโจมตีอิหร่านร่วมกับอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา

ต่อมา ผู้นำสหรัฐตอบคำถามดังกล่าว พร้อมกล่าวเชิงหยอกล้อโดยอ้างถึงเหตุการณ์ การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยระบุว่า การปฏิบัติการทางทหารบางครั้งจำเป็นต้องอาศัย “การสร้างความเซอร์ไพร้ส์” และกล่าวทิ้งท้ายอย่างติดตลกว่า “ไม่มีใครเข้าใจเรื่องการทำเซอร์ไพร้ส์ได้ดีไปกว่าญี่ปุ่น” ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก “Wanwichit Boonprong” เผยถึงบทเรียนสำคัญของเวทีโลก คือ “คำพูด” ที่ต้องระวัง เพราะเพียงพลาดครั้งเดียว อาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และจุดชนวนความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “ประเด็นร้อนในโลกการเมืองระหว่างประเทศคงหนีไม่พ้น บทสนทนาที่ไร้มารยาทของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่เอาเรื่องการโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐ ที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์ หยิบยกขึ้นมาในการพูดคุย แน่นอนมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน กระทบกระเทือนจิตใจของคู่สนทนา และวิญญูชนแน่นอน”

อีกทั้ง “ในกรณีแบบนี้ใช่ว่าจะไม่เคยมี ผมขออนุญาตนำบทเรียนสอนใจ การพูดการถาม หรือการตอบคำถาม ที่พึงระมัดระวังให้มากในการปฏิบัติต่อเพื่อนมิตรประเทศ มาถ่ายทอดให้อ่านกันครับ ครั้งหนึ่ง พลเอกบุญศักดิ์ กำแหงฤทธิรงค์ อดีตเลขาฯ สภาาความมั่นคงแห่งชาติ เคยนำคณะนักศึกษาหลักสูตรหนึ่ง ไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ เพื่อไปเยี่ยมเข้าคารวะผู้นำหน่วยงานความมั่นคงของประเทศเวียดนาม การบรรยายผ่านไปด้วยความเรียบร้อย แต่บรรยากาศเปลี่ยนไปเป็นแบบไฟจะคุ เมื่อถึงตอนให้มีการแลกเปลี่ยน-ซักถาม แน่นอนครับ ในทุกๆ หลักสูตรมักจะมีสมาชิก “ตัวตึง” ของรุ่นที่มักจะโชว์คำถามแบบทะลุกลางปล้อง แบบคาดไม่ถึงว่าจะกล้าถามแบบนี้ ดังเหตุการณ์ดังนี้ครับ”

โดย “วันวิชิต” ได้ยกบทสนทนา ดังต่อไปนี้
นศ. : ขอถามว่า เวียดนามยังคงมีความคิดจะจัดตั้งสหพันธรัฐอินโดจีนอยู่หรือไม่ (คือ ดินแดนภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย 3 ภูมิภาคหลัก คือ เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ภูมิภาคและเกี่ยวข้องกับไทยโดยเฉพาะในช่วงสงครามอินโดจีน) จริงๆ เป็นคำถามที่ไม่น่าจะถาม เหมือนทรัมป์ไปโพล่งเรื่อง เพิร์ล ฮาร์เบอร์ กับญี่ปุ่นนั่นแหละครับ คือคนถาม คงจะหวาดระแวงเวียดนามรึเปล่าจึงถามเช่นนั้น)
ผู้นำทหารเวียดนาม : “เราไม่เคยคิดร้ายต่อเพื่อนบ้านของเราเลย อย่างน้อยเราไม่เคยอนุญาตให้ชาติจักรวรรดิ (อเมริกา) มาตั้งฐานทัพในประเทศตัวเอง เพื่อให้เครื่องบินมาทิ้งระเบิดใส่ประเทศเพื่อนบ้าน เราไม่ทำอย่างนั้น” (น้ำเสียงไม่พอใจมาก) (ครับ พอมาถึงตรงนี้บรรยากาศดูตึงเครียด เงียบไปหมด แต่พลเอกบุญศักดิ์ ท่านใช้ศิลป์การทูตแบบทหาร ออกตัวได้อย่างนุ่มนวลว่า)
พลเอกบุญศักดิ์ : ในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านของเวียดนาม รู้สึกภูมิใจแทนคนเวียดนาม ที่ประวัติศาสตร์การรบสมัยใหม่ ได้จารึกไว้ว่า เวียดนามเป็นชาติเดียวในเอเชีย ที่รบชนะชาติมหาอำนาจทั้ง ฝรั่งเศส และอเมริกา ไม่มีใครในโลกจะทำได้อีกแล้วครับ (เสียงปรบมือดังกึกก้องห้องประชุม และบรรยากาศผ่อนคลายโดยฉับพลัน)

อย่างไรก็ตาม “นั่นทำให้เห็นว่า ยิ่งตำแหน่งใหญ่มากจะพูดจะคิดจะทำอะไร ผลกระทบแรงกระแทกจะมาก ดูทรัมป์เป็นเยี่ยงอย่าง อย่าหาทำ ผมไม่อยากให้สังคมไทยในภาวะตื่นตระหนกเรื่องน้ำมันจนเกินไป จนกลายเป็น Lucifer Effect สถานการณ์ที่เลวร้ายสามารถเปลี่ยนคนดีให้เป็นคนชั่วได้ โดยไม่ใช่เหตุผลไตร่ตรองครับ”

ขอบคุณข้อมูล : Wanwichit Boonprong