สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ว่าแหล่งข่าวระดับสูงเปิดเผยเกี่ยวกับ กรอบความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ว่ามีการกำหนดแนวทางจัดตั้งกองทุนเอกชนมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 9.75 ล้านล้านบาท ) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในอิหร่าน


กองทุนดังกล่าวถูกออกแบบมา เพื่อสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย โดยกองทุนใหม่นี้เป็นกลไกการลงทุนของภาคเอกชน ไม่ใช่โครงการฟื้นฟูหรือการจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม และจะไม่มีเงินทุนหรือเงินอุดหนุนจากรัฐบาล

แหล่งข่าวอ้างว่า บริษัทต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐ กลุ่มประเทศอาหรับในแถบอ่าวเปอร์เซีย กลุ่มชาติในเอเชีย อเมริกาใต้ และแอฟริกา ตกลงที่จะให้คำมั่นในการสนับสนุนทางการเงินแล้ว ซึ่งการลงทุนที่ได้รับคำมั่นสัญญานั้นครอบคลุมทั้งในภาคพลังงาน โลจิสติกส์ การผลิต และการขนส่ง


มีรายงานด้วยว่า ตอนแรกอิหร่านเรียกร้องเงิน 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 13 ล้านล้านบาท ) เพื่อเป็นค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม แต่รัฐบาลวอชิงตันปฏิเสธที่จะจ่ายให้ จึงทำให้เกิดแนวคิดในการจัดตั้งกองทุนนี้ขึ้นมาแทน โดยจะใช้ชื่อว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา


กลไกนี้คาดหวังให้ประเทศในภูมิภาคเข้ามามีส่วนร่วมในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การค้ำประกันเงินกู้ การเปิดวงเงินสินเชื่อ หรือการให้เงินทุนโดยตรงเพื่อฟื้นฟูสถานที่ที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม ซึ่งรวมถึงสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เช่น โรงงานเหล็ก โรงกลั่นน้ำมัน สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐาน


กองทุนเพื่อการลงทุนนี้แยกออกจากกระบวนการเจรจาคู่ขนาน ในเรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ และการปล่อยอายัดสินทรัพย์ของรัฐบาลอิหร่านในต่างประเทศ เนื่องจากทั้งสองส่วนนี้เป็นกลไกทางการเงินที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง มีวัตถุประสงค์และกรอบเวลาที่แตกต่างกัน


นอกจากนี้ กองทุนดังกล่าวจะยังไม่ถูกจัดตั้งขึ้นหรือเริ่มดำเนินการ จนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายที่น่าพอใจ.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS