พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที เปิดเผยว่า เอ็นที ได้เตรียมความพร้อมของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศอย่างรอบด้าน โดยมีระบบสำรองที่สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีสถานการณ์ที่กระทบต่อเคเบิลใต้น้ำในบางพื้นที่ บริเวณภูมิภาคตะวันออกกลาง ลูกค้าจึงสามารถมั่นใจได้ว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยยังคงมีเสถียรภาพ และ เอ็นที พร้อมดูแลให้บริการอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
“ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศชั้นนำของประเทศ ได้เตรียมมาตรการรองรับไว้อย่างครอบคลุม เพื่อให้การให้บริการ และการติดต่อสื่อสารของไทยเป็นไปอย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพสูงสุด โดยทางเอ็นที มีโครงข่ายสำรองที่แข็งแกร่ง และได้ มีการบริหารจัดการทราฟฟิกผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำรวมทั้งสิ้น 6 ระบบ ครอบคลุมทั้งเส้นทางภาคพื้นดินและทางทะเล หากเกิดเหตุขัดข้องในเส้นทางใด ระบบสามารถถ่ายโอนการใช้งานไปยังเส้นทางสำรองได้ทันที”

พันเอก สรรพชัยย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการปรับเปลี่ยนไปยังเส้นทางสำรอง ผ่านโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำอื่น ๆ ทั้งของ เอ็นที และผู้ให้บริการระดับสากล เนื่องจากมีการจัดหาความจุโครงข่าย (คาพาซิตี้) บนเส้นทางระหว่างประเทศที่หลากหลายไว้ล่วงหน้า ช่วยกระจายทราฟฟิก ลดความเสี่ยงจากจุดขัดข้องเดียว และรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามหากเกิดเหตุฉุกเฉิน จนได้รับผลกระทบ คาดว่าจะมีในวงจำกัด เนื่องจาก ปัจจุบันมีระบบเคเบิลเพียง 2 ระบบที่เชื่อมโยงผ่านพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตที่ออกไปยังยุโรปน้อยกว่า 10% ของปริมาณการใช้งานทั้งหมดของประเทศไทย จึงคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานในวงจำกัด ที่สามารถควบคุมตามแผนสำรองได้

“เอ็นทีได้วางแผนรับมือเชิงรุก และเตรียมเตรียมแผนรองรับผลกระทบทางอ้อม เช่น ความล่าช้าในการรับส่งข้อมูล ในบางปลายทาง โดยการปรับเส้นทางการเชื่อมต่อและบริหารจัดการโครงข่ายอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ใช้งานที่ต่อเนื่อง นอกจากนี้ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายของ เอ็นที ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการและสร้างความมั่นใจสูงสุดแก่ผู้ใช้งานทั่วประเทศ”



