เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิลาลัย ผบก.ทล. พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล. พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สวญ.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. และ พ.ต.ต.ศรัณยพงศ์ อ่อนสิงห์ สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. แถลงข่าวจับกุมนายอุทัย คำรัง อายุ 43 ปี ในความผิดฐาน “มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ครอบครองยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากปลัดกระทรวงกลาโหม และ มีเครื่องวิทยุคมนาคม (โดรน) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน” และจับกุมนายประกายเพ็ชร พิมล อายุ 51 ปี ในความผิดเดียวกันและแจ้งข้อหาเพิ่มเติมฐาน “มีและใช้เอกสารราชการปลอม สวมทะเบียนรถและบัตรข้าราชการตำรวจปลอม” โดยเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาทั้งสองได้ที่หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงมหาชัย ถนนพระราม 2

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับการประสานจากศูนย์วิทยุ 191 ตำรวจภูธรสมุทรสงคราม ให้ช่วยสกัดจับรถตู้โตโยต้า สีขาว ทะเบียน ฮอ 2167 กรุงเทพมหานคร ที่ใช้อาวุธปืนข่มขู่ผู้ใช้รถรายอื่น บริเวณด่านชั่งพระราม 2 กม.53 ขาเข้ากรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังตามจุดสำคัญ ก่อนพบรถต้องสงสัยและเรียกตรวจสอบมีนายประกายเพ็ชร เป็นคนขับ พร้อมแสดงบัตรข้าราชการตำรวจปลอม ระบุชื่อ “ร.ต.ต.สมบูรณ์ รุ่งโรจน์” ตำแหน่ง รอง สว.กก.1 สส.ภ.2 เพื่อหลอกเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อตรวจสอบในระบบพบว่าเป็นบัตรปลอม จึงควบคุมตัวพร้อมผู้โดยสารอีก 1 ราย ส่วนตรวจค้นภายในรถ พบอาวุธปืนขนาด 9 มม. พร้อมกระสุน นอกจากนี้ยังพบแผ่นป้ายทะเบียนปลอมหลายรายการ ตรวจสอบพบมีทั้งป้ายปลอมและป้ายที่ถูกระงับการใช้งาน ซึ่งเชื่อว่าใช้สับเปลี่ยนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ยังพบอุปกรณ์สวมรอยเจ้าหน้าที่จำนวนมาก มีทั้งโดรน DJI Mini 4 Pro วิทยุสื่อสารแบบใส่ซิม 8 เครื่อง เสื้อเกราะกันกระสุน เสื้อหน่วยงานตำรวจหลายสังกัด ป้ายห้อยคอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงยาไอซ์ 1 ถุงเล็ก จึงตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน

สอบสวน 2 ผู้ต้องหายังคงให้การไม่เป็นประโยชน์ แต่เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นขบวนการสวมรอยเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อก่อเหตุหลอกลวงและข่มขู่ประชาชน โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร ดำเนินคดี พร้อมขยายผลเครือข่าย โดยเชื่อว่ายังมีการกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบประวัติ พบว่า เมื่อปี 2563 นายประกายเพ็ชร เคยอ้างตัวเป็นตำรวจกองปราบปราม ไปข่มขู่นักธุรกิจชาวจีน เรียกเงิน 20,000 บาท แลกกับการไม่ดำเนินคดี แต่ถูกตำรวจซ้อนแผนเข้าจับกุมตัวได้ก่อน หลังจากนั้นก็ถูกจำคุกอยู่ 3 ปี เพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อปี 2565 กลับมาก่อเหตุซ้ำอีก ขณะที่นายอุทัย มีประวัติคดีอาวุธและยาเสพติดหลายครั้ง.