กลายเป็นดราม่าติดตัวไปแล้วสำหรับ “ร็อคกี้ สุรบดินทร์” ที่ล่าสุดขอเมินดราม่าเรื่องพ่อ ควง “ติ๊ง” ภรรยา และลูกชาย “น้องกู๊ดดี้” วัย 3 ขวบ เล่าความผูกพันในครอบครัว ผ่านมรสุมชีวิตโดนโกงจนติดหนี้หลายสิบล้านบาท เคยคิดฆ่าตัวตาย มีชีวิตอยู่ต่อมาได้ก็เพราะลูก สู้ชีวิตใช้หนี้มาได้ค่อนทาง ตั้งเป้าหมาย ปลดหนี้สำเร็จ ขอย้อนจัดงานแต่งให้ภรรยา และพาแม่กับลูกชายไปเที่ยวญี่ปุ่นสักครั้งในชีวิต ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ช่อง One31 แบบจัดเต็ม

ร็อคกี้ เผยว่า “เรื่องดราม่า ผมรู้สึกว่าเหมือนเจออะไรมา 1 ปี เรื่องราวสตอรี่เยอะแยะมากมาย มหาศาลมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา อย่างที่บอกว่าเราอยากมูฟออนต่อแล้วเหมือนกัน ขอโทษพี่ๆ บางทีมีหลายๆ ที่อยากให้เราไปคุย อาจเป็นมุมมองอื่นๆ เหมือนกัน แต่อยากให้แค่นั้น แล้วพอแล้วดีกว่าครับ ไม่ใช่เรามาออกเอาเท่นะ ผมแค่อยากให้เห็นเจตนาว่าผมต้องการแค่นั้นเลยจริงๆหลังได้กลับไป เราตั้งใจอยู่แล้วว่าจะพูดแค่ทีเดียว ที่พาแม่ พาน้องมา เราไม่อยากรู้ ไม่อยากเห็นอะไรแล้ว ที่เรามาตอนนั้น เราแค่อยากพาแม่พาน้องมาพูดในมุมของเขา พูดตรงๆ เราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา เราไม่ได้เข้าโซเชียลต่างๆ แม่เองก็ไม่กล้าออกจากบ้านเหมือนกันในวันแรกๆ เรื่องมีคนให้กำลังใจ วันแรกที่เล่าให้ฟัง ตื่นเช้ามาไม่มีเสียง พูดไม่ได้เลย เราต้องจัดรายการ ต้องใช้เสียง ก็ตัดสินใจไปรพ. ก้มหน้าก้มตาปกติ ไปพบคุณหมอ ก่อนกลับบ้าน มีคนมาสะกิด เราพยายามไม่เจอ ไม่มองใครแล้วนะ เป็นพี่ผู้หญิงท่านนึง เขาพูดสั้นๆ คำเดียวว่าสู้ๆ นะคะ เราก็สตั๊นเหมือนกัน ตกใจ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา ก็ขอบคุณเขา แยกย้ายกัน เราก็กลับเข้าบ้านต่อ ไปเจอแม่กับน้องก็เล่าให้ฟัง บอกว่าไม่มีอะไรหรอก ทุกอย่างผ่านไปแล้วเหมือนที่เราตั้งใจ แล้วมันจะผ่านไป วันนั้นอยู่บ้านทั้งวันจนตกเย็น ก็ตัดสินใจพากู๊ดดี้ไปข้างนอกดีกว่า ไปหาข้าวกินนอกบ้าน ไปทานสุกี้ แรกๆ ทุกคนดูอิดออด แต่พอได้ไปแล้ว วันนั้นผมไปทานข้าว ถ่ายรูปกันด้วยนะ ตอนนั้นไม่กล้าลงรูป ไม่รู้ควรต้องลงมั้ย ไม่รู้ต้องทำยังไงต่อไป เราเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ แม้เราทำงานหน้ากล้อง พอเดินออกมา กู๊ดดี้เล่นตรงมุมของเด็ก คนก็มองเราเหมือนกัน เราเห็นสายตาที่เขามองเรา ไม่ใช่แบบที่เราคิด เขาดูแล้วเขายิ้ม เขาเห็นพวกผมเดินกันมาทั้งบ้าน แม้มีบางสายตา ผมแอบดูอยู่ มีคนหันมายิ้มแล้วเจอเรา เป็นสายตาให้กำลังใจ”

“ที่คนให้กำลังใจให้มูฟออนต่อ  ก็ขอบคุณจริงๆ หลังจากนั้นพอเราเริ่มตั้งหลักกัน ชีวิตยังไงก็ต้องไปต่อ ไม่ว่างานการก็ต้องเข้ามาในนี้อยู่ดี พอเห็นก็ตกใจเหมือนกันกับฟีดแบ็ก รวมทั้งข้อความจากพี่เลี้ยงผมตอนเด็กๆ ไม่รู้กี่ปีแล้วส่งมาหาแม่ ถามว่าเป็นยังไงบ้าง แม้แต่คุณครูที่เคยอยู่โรงเรียนแม่เรา คุณครูผมเอง เพื่อนผมที่ไม่ได้คุยเป็นสิบปีแล้ว หรือใครก็ไม่รู้อีกต่างหาก ผมไม่รู้จะพูดยังไงเลย ขอบคุณทุกคนเลยนะครับ (ยกมือไหว้) ผมและที่บ้าน แม่ น้อง ขอบคุณสำหรับกำลังใจ ขอบคุณสำหรับความเมตตาครอบครัวเรา ผมไม่ได้ทำเพื่อคาดหวังว่าต้องเกิดสิ่งนี้ แต่ว่ามีกำลังใจที่ส่งกันเข้ามามากๆ หลายๆ ทิศทาง เวลาผมเองจัดรายการ เราจะเปิดเครื่องทิ้งไว้ ไม่ติดตะกร้า คนก็บอกว่าทำไมไม่ติด ผมก็บอกใจเย็นๆ ครับ (หัวเราะ) คนอยากซัปพอร์ตเยอะมาก ตอนที่ตัดสินใจกับที่บ้าน ให้ทุกคนเลือกว่าพูดหรือไม่พูด แล้วทุกคนตัดสินใจพูด ผมก็เลยตกลงกันว่าขอครั้งเดียวนะ แล้วเราจะผ่านเรื่องนี้กันไป ไปใช้ชีวิตของเราเหมือนเดิมที่เคยเป็น ถ้าหนึ่งในนั้นมีรายการคุยแซ่บโชว์ ผมขออนุญาตไปรายการคุยแซ่บโชว์ก่อน เพราะครั้งนึงประมาณ 3 ปีได้แล้วมั้งวันที่ผมแย่ที่สุดในชีวิต ผมโดนเพื่อนโกงไม่เหลือสักบาทเดียว บริษัทที่ทำมาก็โดนหุ้นส่วนบริหารขาดทุนเป็นล้านเลย ทุกวันนี้เขาก็ทิ้งบริษัท เราใช้หนี้อยู่คนเดียวตั้งแต่วันนั้น ทุกวันนี้เราก็ยังหาเงินจ่ายแบงก์อยู่ เขาหนีไปเปิดบริษัทใหม่ วันนั้นเหมือนชีวิตผมดิ่งดาวน์มาก หันไปไม่เจอใคร ไม่รู้จะพูดอะไรกับใคร มันแย่มาก แต่วันนั้นที่ผมมานั่งอยู่ตรงนี้วันนั้นที่ผมมาออกรายการ เพราะผมอยากได้เงิน วันนั้นผมไม่มีเงินเลย งานที่เราทำเหมือนเพิ่งมีปัญหา แถมโดนเพื่อนอีก ลูกก็เล็กมาก ทำยังไงถึงจะมีเงินได้เร็วที่สุดตอนนั้น ออกรายการก็ได้เงิน เสร็จจากรายการ ผมเอาเงินที่ได้จากรายการพาลูกไปกินไข่ตุ๋นอร่อยๆ วันนั้นเลย หลังจากนั้นก็มีขายของ ผมคิดว่าถ้าวันนี้ผมจะพูด รายการคุยแซ่บโชว์อยากให้ผมพูด ผมก็ขอมาคุยที่รายการแล้วกัน “

ร็อคกี้ เล่าต่อว่า “เรื่องโดนโกง เป็น 10 ล้านไม่พอ จากคนเคยมี มันติดลบอีกต่างหาก ติดลบไม่พอ พูดตรงๆ ตอนนั้นเราทำโปรดักชั่นละคร ละครก็เริ่มดาวน์ ไม่มีเงินไม่พอ มีหนี้อีก ยังนึกไม่ออกเลยว่าจะหาเงินที่ไหนไปใช้หนี้ มันมึนไปหมดเลย ผมคิดสั้น ไม่อยากอยู่ ไม่รู้จะทำยังไงกับตัวเองจริงๆ เมียก็ไม่ค่อยพูดอะไรมาก ด้วยสไตล์ของเขา แต่เขาจะวนๆ เวียนๆ อยู่รอบๆ เรา เราเหมือนจมอยู่กับปัญหา ตอนนั้นเหมือนซีนในละครเลยนะ ผมนั่งอยู่ที่ห้องมืดๆ มุมๆ ไม่อยากพูดกับใคร ข้าวไม่อยากกิน แล้วเพื่อนผมเขาไม่ได้ทำกับผมคนเดียว เขาดันไปทำกับคนอื่น บางทีเขาก็มาพูดถึงเรา มีโทรศัพท์ที่บางทีผมก็ไม่รู้จัก เป็นเจ้าหนี้คนอื่น โทรมาเฮ้ย อะไรยังไง ผมเหมือนคนโรคจิตนั่งกลัวโทรศัพท์ สั่น ร้องไห้ตลอดเวลา เหมือนซีนละครเลย จนเราไม่อยากอยู่แล้ว ถามว่าหลุดจากตรงนั้นได้ยังไง สิ่งดีๆ สิ่งเดียวในชีวิตตอนนั้นคือกู๊ดดี้ ตอนนั้นผมคิดด้วยนะว่าทำไมต้องมาตอนนี้ด้วย ตอนที่มันไม่ดีที่สุดในชีวิตเลย ผมก็อยากมีนะ แต่ทำไมต้องเป็นตอนนี้ด้วยวะ เราอยากดูแลเขาให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะมีปัญญาดูแลได้ อาจไม่ต้องเป็นคุณหนูหรอก แต่เราไม่อยากให้เขาต้องลำบากขนาดนั้น แต่พอวันเวลาผ่านไป ผมบอกตัวเองถ้าวันนั้นไม่มีเขา วันนี้ผมอาจไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้แล้วก็ได้ที่ตัดสินใจมีชีวิตอยู่ ทำทุกอย่างที่ตัวเองมีปัญญาทำได้ อย่างละคร รู้แหละไม่ค่อยจะมีหรอกตอนนั้น บอกใครได้ผมก็บอก จากที่คนอื่นต้องมาบอกเรา เราก็บอกว่ามีอะไรให้ช่วย รวมถึงคุยแซ่บโชว์นี่แหละ พอผมไปออกปุ๊บ ก็มีอะไรเล็กๆ น้อยๆ โทรมาถามผมว่าเอามั้ย ผมก็ทำหมด ขอบคุณมากที่คิดถึงผม แค่นี้ผมก็ดีใจแล้ว งานที่เราทำไม่มีจังหวะขายของ แต่ขายได้มั้ย ผมพอขายได้ ผมเคยบริหารสถานีเคเบิ้ลทีวี เราพอทำได้ แต่ไม่เคยทำนานแล้ว เราเป็นเบื้องหลังซะมากกว่า ผมเริ่มใหม่เลย เหมือนกลับไปอายุ 20 ใหม่ เริ่มกลับมาทำงานใหม่ ทำทุกอย่าง ตอนที่มันดีกว่านี้ ผมกำลังมีโปรเจกต์อยู่แล้วล่ะ แต่มันพังไปหมดเลย สิ่งที่อยากทำเลยคืออยากแต่งงาน อาจไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมากมาย แต่สักหน่อยแล้วกันนะเธอ อย่าร้องไห้นะ (หัวเราะ) อาจมีแหวน พาลูกไปงานแต่ง คนนี้ความฝันเขาเลย เขาพูดทุกวันเขาอยากไปญี่ปุ่น ลูกอยากไปญี่ปุ่นไปโทมัสแลนด์ อยากได้พาเขาไปเหมือนกัน รวมทั้งแม่ด้วยเหมือนกัน ผมไม่เคยพาแม่ไปเมืองนอกเลย แม่บอกว่าตั้งแต่แม่ไปเรียนแล้วกลับมา ไม่เคยได้กลับไปอีกเลย ก็คิดว่าจะพาแม่ไปเที่ยวด้วยดีกว่า แต่ทุกอย่างพรึ่บซะก่อน ก็บอกตัวเองเลยว่าถ้าทำได้นี่คือสิ่งที่อยากทำ และบอกตัวเอง อาจฟังดูเท่ เขิน แต่ก็อยากเล่า ถ้าวันนึงผมหลุดจากตรงนี้ไปได้วันนึงผมจะเอาช่องไปช่วยเหลือคนด้วย เพราะวันที่ผมแย่ที่สุดมันไม่เห็นใครจริงๆ ผมเข้าใจเลยว่าคนที่ไม่เห็นใครเลย เขาอาจเห็นแสงสว่างเล็กๆ ช่วยเขาแล้วเขารู้สึกยังไง ถ้าผมรอด ผมอยากไปหาคนแบบนั้น”