ศึกฟุตบอลโลก 2026 นัดส่งท้าย รอบแรก กลุ่ม I ที่สนาม บอสตัน สเตเดียม ประเทศสหรัฐ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทีมชาติฝรั่งเศส โชว์ฟอร์มสุดหรู หลังไล่ถล่ม นอร์เวย์ ซึ่งพักนักเตะตัวหลักเอาไว้แบบยกทีมรวมทั้ง เออร์ลิง ฮาลันด์ และ มาร์ติน โอเดการ์ด ด้วย ไม่เลี้ยง 4-1 ทำสถิติคว้าชัย 3 นัดรวด และลอยลำเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ในฐานะแชมป์กลุ่ม

เกมนี้ ฝรั่งเศส ทำเกมรุกได้อย่างวูบวาบ และออกนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 7 เมื่อ คีลิยัน เอ็มบัปเป จ่ายบอลให้ อุสมาน เดมเบเล ตะบันด้วยขวาฝ่าวงล้อมนักเตะนอร์เวย์เข้าไปตุงตาข่ายอย่างเด็ดขาด

จากนั้นนาทีที่ 20 คู่หู เอ็มบัปเป และ เดมเบเล จึงแผลงฤทธิ์อีกครั้ง เมื่อ หัวหอกจากรีล มาดริด จ่ายบอลให้ ปีกจรวดจากเปแอสเช ทางฝั่งขวาของสนาม ก่อนที่ ดาวเตะบัลลงดอร์ จะกดด้วยซ้ายเสียบมุมเดิมเข้าไปอย่างสุดงามส่งให้ ฝรั่งเศส นำห่าง 2-0

อย่างไรก็ตาม นอร์เวย์ ยังไม่ถอดใจ และตีไข่แตกไล่ขึ้นมาเป็น 1-2 ได้ในอีกหนึ่งนาทีให้หลัง เมื่อ เธโล แอสการ์ด ล็อกบอลหลบ ดาโยต์ อูปาเมกาโน กองหลังฝรั่งเศส ก่อนจะยิงด้วยซ้ายผ่านมือ ไมค์ เมญ็อง เข้าประตูไป

กระทั่งนาทีที่ 32 “ตราไก่” จึงโกยหนีไปเป็น 3-1 จากการทำแฮตทริกของ เดมเบเล ที่ยิงไกลเสียบโคนเสาเข้าไป และทำให้เจ้าตัวยิงไปแล้ว 4 ประตูในศึกฟุตบอลโลก 2026

ครึ่งหลังนาทีที่ 50 นอร์เวย์ พลาดโอกาสได้ประตูที่ 2 อย่างน่าเสียดาย เมื่อได้ลูกจุดโทษ ทว่า ยอร์เกน สตรานด์ ลาร์เซน กลับยิงไปติดเซฟของ เมญ็อง เสียอย่างนั้น

ต่อมาในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+4 ฝรั่งเศส จึงมาได้ประตูย้ำชัย 4-1 จากจังหวะที่ บรัดเลย์ บาร์โกลา เปิดบอลให้ เดซิเร ดูเอ เพื่อนร่วมทีมเปแอสเช โขกจมตาข่าย

จากชัยชนะนัดนี้ทำให้ “เลส์ เบลอส์” ทำสถิติคว้าชัย 3 นัดรวดมี 9 คะแนนเต็มผ่านเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายในฐานะแชมป์กลุ่ม I ส่วน นอร์เวย์ มี 6 คะแนนเข้ารอบเป็นอันดับ 2 โดยจะพบกับ ไอวอรีโคสต์.

ภาพ REUTERS