วานนี้ (22 มี.ค.) สำนักข่าวในจีนรายงานกรณีอื้อฉาวของโรงงานผลิตอาหารแห่งหนึ่งซึ่งถูกเปิดโปงว่าผลิต “ตีนไก่” วัตถุดิบซึ่งใช้ทำอาหารว่างยอดนิยมของชาวจีนด้วยกรรมวิธีที่ไม่ถูกสุขลักษณะและใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย
รายงานระบุว่า โรงงานแห่งนี้ได้แช่ตีนไก่ดิบลงในสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เมื่อเรื่องราวเปิดเผยออกไปก็ทำให้ประชาชนไม่พอใจและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร
กรณีอื้อฉาวนี้ถูกเปิดโปงในรายการวันสิทธิผู้บริโภคประจำปีที่ถ่ายทอดสดโดยสถานีโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีนหรือ CCTV เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเผยว่าบริษัทหมิงหยางฟู้ดในเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน มีปัญหาด้านความปลอดภัยทางอาหารที่ร้ายแรงมาก
ผู้สื่อข่าวได้แฝงตัวเข้าไปสืบสวนในโรงงานระบุว่า พื้นของโรงงานมีกลิ่นเหม็นรุนแรง มีน้ำเสียขังอยู่บนพื้น และอุปกรณ์การผลิตต่าง ๆ ปกคลุมไปด้วยคราบไขมันสกปรก ตีนไก่ดิบจำนวนมากถูกกองไว้บนพื้นเปียกที่สกปรกใกล้กับอุปกรณ์ทำความสะอาด

นอกจากนี้ รายงานข่าวยังเปิดโปงว่า ก่อนที่ตีนไก่เหล่านี้จะเข้าสู่กระบวนการแปรรูป พวกมันจะถูกฟอกสีให้ขาวซีดด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งปกติสารนี้ใช้สำหรับการฆ่าเชื้อโรคเท่านั้น และทางการจีนได้สั่งห้ามใช้ในการผลิตอาหารเนื่องจากจะเป็นการทำลายคุณค่าทางโภชนาการและส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภคในระยะยาว
แม้แต่คนงานในโรงงานยังยอมรับว่าพวกเขาไม่เคยกินตีนไก่ที่ผลิตเองและยังเตือนไม่ให้ผู้สื่อข่าวลองกินอีกด้วย
หลังจากเรื่องอื้อฉาวนี้ถูกเปิดเผย สำนักกำกับดูแลตลาดมณฑลเสฉวนได้เริ่มดำเนินการสอบสวนบริษัทดังกล่าวทันทีพร้อมสั่งตรวจสอบระบบความปลอดภัยด้านอาหารทั่วทั้งภูมิภาค
ก่อนหน้ากรณีอื้อฉาวนี้ยังมีรายงานของเจ้าหน้าที่ในเมืองเซวียนเฉิง มณฑลอันฮุย ที่กำลังสอบสวนบริษัทหนานเจียงฟู้ด หลังจากถูกสื่อมวลชนแฉว่ามีการอบข้าวตังหรือ “กัวปา” ในบริเวณใกล้กับแผ่นส้นรองเท้าที่มีกลิ่นเหม็นและถุงมือที่สกปรก ซึ่งข้าวตังเหล่านี้ได้วางจำหน่ายไปนานแล้ว ก่อนที่จะมีการเปิดโปง
ประเทศจีนเผชิญกับข่าวอื้อฉาวด้านอาหารอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เช่น เมื่อต้นเดือนนี้ศาลในเมืองหางโจวได้ตัดสินจำคุกเจ้าของร้านบาร์บีคิวที่นำเนื้อเป็ดมาปลอมเป็นเนื้อวัวและเนื้อแกะซึ่งสร้างรายได้จากการหลอกลวงสูงถึง 190,000 หยวน (ราว 894,860 บาท)
นอกจากนี้ ยังมีคดีร้านอาหารในเซี่ยงไฮ้ที่ถูกปรับจากการเติมสารไนไตรท์ลงในอาหารในปี 2567 รวมไปถึงกรณีการใช้เนื้อเน่าในโรงอาหารของโรงเรียนมัธยมฉางเฟิงในคุนหมิงที่ทำให้ผู้ปกครองออกมาประท้วงครั้งใหญ่จนครูใหญ่ถูกไล่ออกและผู้ประกอบการถูกปรับมหาศาล และเหตุการณ์ดังในปี 2566 ที่วิทยาลัยในเจียงซีซึ่งมีการพบหัวหนูในอาหารแต่ถูกอ้างว่าเป็นคอเป็ดจนบริษัทผู้ดำเนินกิจการถูกปรับถึง 7 ล้านหยวน (ราว 33 ล้านบาท)
หลิวจุนไห่ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเหรินหมินให้ความเห็นว่า ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำซากเพราะผู้ผลิตมองว่าผลประโยชน์จากการละเมิดกฎหมายนั้นสูงกว่าค่าปรับที่ต้องชดใช้ เขาจึงเสนอให้ทางการใช้มาตรการ “ไม่ยอมรับโดยสิ้นเชิง” และเพิ่มบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญาให้หนักขึ้นเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับบทเรียนที่สาสม ขณะที่ในโลกโซเชียลมีเดียของจีนต่างวิจารณ์ว่าปัญหาเหล่านี้มักจะได้รับการแก้ไขก็ต่อเมื่อเป็นข่าวผ่านสื่อเท่านั้น และตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่กำกับดูแลตลาดที่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดวนเวียนกลับมาทำพฤติกรรมเดิม ๆ เมื่อข่าวเงียบหายไป
ที่มา : scmp.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, CCTV



