เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ได้กลับมาดำรงตำแหน่งกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “บทพิสูจน์น้ำมันไทย “ยังเหลือพอจริงๆ” ที่ไม่พอคือ ความเห็นอกเห็นใจกัน โดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา”

ลองนึกภาพแบบนี้ครับ…ช่วงนี้คุณไปถึงปั๊มแล้วเจอคนต่อคิวบางปั๊มจำกัดการเติม บางปั๊มปิดกิจการ บางปั๊มบอกว่าถูกลดโควตา คำถามจะโผล่ขึ้นมาแทบจะทันทีว่า “น้ำมันกำลังจะหมดหรือเปล่า” แน่นอนว่าหลายคนย่อมมีคำถามเดียวกันเช่นนั้น แต่ผมอยากชวนคุณ “ค่อย ๆ มองให้ลึกกว่านั้น” ไม่ใช่มองแค่หน้าปั๊ม…แต่มองทั้งประเทศ

เริ่มจากความจริงข้อแรก ประเทศไทยต้องการใช้น้ำมันประมาณ 1.2 ถึง 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 190 ถึง 220 ล้านลิตรต่อวัน นี่คือ “ความต้องการจริง” ของทั้งประเทศ พูดง่าย ๆ คือ ทุกวัน…ประเทศไทยต้องเติมน้ำมันระดับประมาณ 200 ล้านลิตร

ต่อมาคือความจริงข้อที่สอง ประเทศไทยของเรามีน้ำมันเก็บไว้ที่ไหนบ้าง คำตอบคือ มันกระจายอยู่ทั้งประเทศ ผมพาคุณไล่ดูทีละจุด จุดที่ใหญ่ที่สุด คือ มาบตาพุด – ศรีราชา นี่คือหัวใจของระบบพลังงานไทย เรามีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ โรงกลั่น และท่าเรือ แค่โซนนี้เรามีน้ำมันระดับ 15 – 30 ล้านบาร์เรล
โรงกลั่นน้ำมัน 7 แห่ง แต่ละแห่งมี “ถังเก็บมหาศาล” รวมกัน ประมาณ 30 – 50 ล้านบาร์เรล เรามีคลังน้ำมันทั่วประเทศ (หลายสิบแห่ง) สระบุรี บางปะอิน ขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลา กระจายเหมือน “โกดังน้ำมันของประเทศ” รวมประมาณ 15 – 30 ล้านบาร์เรล

พออ่านถึงตรงนี้ ให้นึกย้อนไปคิดถึงความต้องการใช้น้ำมันทั้งประเทศในข้อแรก และอ่านต่อ ครับ

เรายังมี คลังตามท่าเรือ รองรับการนำเข้า อีก 10 – 20 ล้านบาร์เรล รวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ประเทศไทยสามารถเก็บน้ำมันได้ประมาณ 60 – 100 ล้านบาร์เรล
แล้วพอใช้กี่วัน? เรารู้ว่าประเทศไทยทั้งประเทศใช้วันละประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรล ดังนั้น ดูจากน้ำมันที่อยู่ในระบบวันนี้เราจะใช้ได้ประมาณ 45 – 70 วัน
แต่…ยังไม่จบแค่นั้น เพราะในโลกจริง น้ำมัน “ไม่ได้หยุดไหล” ยังมีน้ำมันที่กำลังเติมเข้ามาในระบบอีก อยู่บนเรือ อยู่ในท่อที่นำมานับรวมเพิ่มอีกประมาณ 15–30 วัน เพราะ โรงกลั่นยังทำงาน ประเทศไทยกลั่นได้เองผลิตเพิ่มได้ทุกวัน นอกจากนี้ สัญญานำเข้ามีน้ำมัน “จองไว้แล้ว” ดึงเข้ามาได้อีก

รวมภาพทั้งหมด ประเทศไทยมีน้ำมันในถังประมาณ 45–70 วัน มีน้ำมันในระบบรวมประมาณ 100 วัน ภายใต้เงื่อนไขว่าระบบนำเข้าและการกลั่นยังดำเนินได้ตามปกติ

ผมอยากให้ทุกท่านเห็นภาพนี้ ปัญหา “น้ำมันเหมือนจะขาด” หลายครั้ง ไม่ใช่เพราะ “ประเทศไทยไม่มีน้ำมัน” แต่เพราะ “น้ำมันกระจายไม่ทัน + คนแห่เติม + กักตุนเก็งกำไร + อื่น ๆ”

คุยกันตรง ๆ แบบไม่ต้องสวย คือ สังคมไทยวันนี้ ความจริงหาได้ไม่ยาก แต่ยากตรงที่ความเข้าใจร่วมกัน ความเห็นอกเห็นใจกันระหว่าง การบริหารธุรกิจน้ำมัน กับ ประชาชนและธุรกิจที่ต้องใช้น้ำมัน ส่วนรัฐบาลเป็นเสมือนคนกลางที่เข้ามาบริหารสถานการณ์วิกฤตในเวลานี้

เราลองมองไปดูประเทศรอบ ๆ ประเทศไทยว่าพวกเขามีสถานการณ์เป็นอย่างไรกันบ้างและมีวิธีแก้ไขอย่างไร เริ่มจาก สิงคโปร์มีประชากรน้อยกว่าเราประมาณ 10 เท่า สิงคโปร์มีประชากรประมาณ 6 ล้านคน ประเทศไทยมีประมาณ 70 ล้านคน ประเทศสิงคโปร์ไม่มีแหล่งน้ำมันของตนเอง แต่สามารถพัฒนาระบบจนเป็นศูนย์กลางการค้าพลังงานของโลก เมื่อสิงคโปร์เผชิญวิกฤตน้ำมันโลกเขาปล่อยราคาตามจริงและทำไมคนในประเทศของเขาจึงเงียบกว่าที่คิด

คำตอบคือ รัฐบาลสิงคโปร์ไม่พยายามตรึงราคาให้ดูดีแต่บอกประชาชนตรง ๆ ว่า น้ำมันคือสินค้าตลาดโลกเราควบคุมราคาไม่ได้ ดังนั้น ราคาขึ้นหรือลงเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ความผิดของรัฐ สิงคโปร์ไม่พยุงราคาน้ำมันแต่ช่วยคน แทนที่สิงคโปร์จะกดราคาน้ำมัน สิงคโปร์จะหันไปช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น คนรายได้น้อย ค่าครองชีพ ค่าเดินทาง ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “รัฐไม่ทอดทิ้ง” แม้ราคาน้ำมันจะขึ้น

โดยสรุปสำหรับสิงคโปร์ ไม่ใช่ว่า สิงคโปร์ไม่มีปัญหาแต่เขาจัดการได้กับความคาดหวังของประชาชน เขาสร้างทางเลือก เช่น ลดค่าครองชีพ ลดค่าเดินทาง และเขารักษา “ความเชื่อมั่น” ของประชาชน

สำหรับประเทศไทย ในมุมมองของผมคือ อย่าเพิ่งไปแตะโครงสร้างที่ใหญ่เกินไปแต่ควรจะแก้วิกฤตน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชนก่อน แม้ว่า การปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน โครงสร้างพลังงานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ไม่น่าจะใช่สิ่งที่ควรทำในขณะที่ไฟกำลังไหม้กระเป๋าเงินของประชาชนในเวลานี้ ตอนนี้สิ่งที่น่าจะทำคือ พาประเทศและประชาชนให้ผ่านวิกฤตราคาน้ำมัน วิกฤตปั๊มบางแห่งไม่มีน้ำมันให้ประชาชนเติมก่อนแล้วค่อยไปปรับหรือปฏิรูปหรือลงลึกเชิงระบบโครงสร้างที่ใหญ่กว่า

ดังนั้น โจทย์ประเทศและประชาชนวันนี้คืออะไร ไม่ใช่แค่ “น้ำมันพอหรือไม่พอที่หน้างานในปั๊ม” แต่คือ ทำอย่างไรให้น้ำมันไหลได้ปกติและคนไม่ตื่นตระหนก คนไม่สูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธาต่อรัฐบาลและธุรกิจน้ำมัน

ข้อเสนอเฉพาะหน้า ทำได้ทันที คือ

1) เปิดคลัง – เปิดข้อมูล ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ รายงานข้อมูลน้ำมันรายวันระดับยอดรวมไม่กระทบความลับทางธุรกิจของแต่ละราย เปิดข้อมูลห่วงโซ่การไหลของน้ำมันแบบไม่กระทบความมั่นคงและไม่ผิดกฎหมายคือไม่ต้องเปิดละเอียดเชิงยุทธศาสตร์แต่ต้องเปิดข้อมูลพอให้ประชาชนเชื่อ ผลลัพธ์คือลดข่าวลือและลดการซื้อด้วยความกลัวและความตื่นตระหนก

2) ห้ามสะดุดที่ปลายทาง เพราะปัญหาจริงมักอยู่ที่รถขนส่งไม่พอ ปั๊มบางแห่งไม่มีน้ำมัน ข้อเสนอคือ เพิ่มรอบขนส่ง 24 ชั่วโมง และดึงทหารมาช่วยระบายการขนส่งน้ำมันและรัฐเสริม โดยให้ความสำคัญกับน้ำมันดีเซลเป็นอันดับแรกก่อน เป้าหมายคือ น้ำมันมีและต้องถึงปั๊ม

3) บริหาร “ดีเซล” เป็นสินค้ามั่นคงของชาติโดยอาจจะเริ่มจาก “การขอความร่วมมือ” ธุรกิจน้ำมันก่อนถ้าติดขัดข้อกฎหมายว่าจะเข้าข่ายแทรกแซงธุรกิจเอกชนหรือไม่ ก็ต้องมีสักวันยกระดับ “ดีเซล” เป็นสินค้าความมั่นคงของชาติและแก้ไขกฎหมายหรือใช้กฎหมายพิเศษได้ นอกจากนี้ ควรสำรองดีเซลมากกว่าน้ำมันชนิดอื่น จำกัดการส่งออกบางช่วงและจัดอันดับความสำคัญกลุ่มธุรกิจห่วงโซ่กับน้ำมัน เช่น ขนส่งอาหาร ขนส่งคน เกษตร และระบบสาธารณูปโภค เป้าหมายคือ เศรษฐกิจไม่หยุด ประเทศชาติและประชาชนเดินต่อได้

4) อย่ากัก อย่าชะลอ เรื่องนี้ ต้องเกาะติดจริงจังกับขบวนการธุรกิจน้ำมันเพราะในสภาวะวิกฤตสิ่งที่อันตรายต่อความมั่นคงชาติและประชาชนคือ กักตุนและชะลอปล่อยของ จึงเสนอให้ ตั้งชุดปฏฺบัติการเฉพาะกิจเป็นกองกำลังผสมฝ่ายการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชน ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่รัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องอยู่ประจำศูนย์บัญชาการบริหารวิกฤตน้ำมันชาติร่วมกันทำต่อไปนี้

(1) กำหนดกติกากลาง (Guideline) เป็นลายลักษณ์อักษรปฏิบัติเป็นมาตรฐานร่วมกันของกลุ่มธุรกิจน้ำมันทุกบริษัทในสถานการณ์ไม่ปกติเพื่อความอยู่รอดของประชาชนและประเทศชาติ เนื่องจากในภาวะวิกฤต ปัญหาจะเกิดทันทีถ้าแต่ละบริษัทตัดสินใจเอง ปล่อยน้ำมันไม่เท่ากัน บางที่ขาย บางที่กั๊ก ดังนั้นรัฐบาลและกลุ่มธุรกิจน้ำมันต้องออก “กติกากลาง” ทำให้ทั้งระบบเดินไปในทิศทางเดียวกัน ลดความสับสนและลดโอกาสเกิดปัญหาเฉพาะจุด

(2) มีการตรวจสอบและติดตามแบบเรียลไทม์ โดยรัฐบาลและศูนย์บัญชาการฯ ต้องเห็นภาพทั้งประเทศตลอดเวลาไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ ต้องมีกระดานข้อมูลกลาง รายงานยอดรายวัน ตรวจสอบการไหลของน้ำมันออกจากคลัง เข้าปั๊ม และตรวจสอบความผิดปกติ พื้นที่ไหนของหมด ของหายเร็วผิดปกติ ปั๊มไหนไม่รับของ เป้าหมายคือ รู้ก่อน แก้ก่อน ป้องกันปัญหาลุกลาม

(3) ลงโทษหากบิดเบือนการกระจายน้ำมัน คือ เอาผิดคนที่ทำให้ระบบเสียสมดุล มีทั้งมาตรการทางกฎหมายหรือทางปกครองต่อผู้ที่กักตุนหรือบิดเบือนการกระจายน้ำมัน เพราะสิ่งที่อันตรายที่สุดคือ ประเทศไทยมีน้ำมันแต่ไม่ถูกปล่อยออกมา เช่น กักสต็อกไว้รอราคาขึ้น ชะลอการขนส่ง เลือกขายเฉพาะบางพื้นที่ ปล่อยข่าวให้คนตื่นตระหนก มาตรการที่ควรมีคือ บทลงโทษด้วยการปรับเงิน เพิกถอนใบอนุญาต เปิดเผยรายชื่อ และสั่งเพิ่มการกระจายน้ำมันทันทีในพื้นที่เสี่ยง โดยมีเป้าหมายคือ ทำให้ “ทุกคนเล่นตามกติกา” และ ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบในยามวิกฤต

กล่าวโดยสรุป สำหรับผม ประเทศไทย มี 5 เรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญของการคุมวิกฤตน้ำมัน รัฐบาลบริหารเป็นและทุกภาคส่วนสนับสนุนรัฐบาลพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ คือ (1) กติกาชัด ทุกคนทำเหมือนกัน (2) มีคนมองทั้งระบบรู้และแก้ปัญหาได้ทันที (3) มีบทลงโทษจริง ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน (4) มีการสื่อสารที่ดีทั่วถึงรู้ เข้าใจ และปฏิบัติร่วมกัน และ (5) มีความเห็นอกเห็นใจกันระหว่างกลุ่มธุรกิจน้ำมันกับประชาชนและธุรกิจผู้ใช้น้ำมัน

แม้หลายคนอาจมองว่า ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ ในระบบธุรกิจพลังงานเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ในยามวิกฤตชาติ “ประเทศจะเดินต่อได้” ไม่ใช่เพราะใครคนใดคนหนึ่งแต่เพราะทุกภาคส่วนเลือกที่จะ ‘รับผิดชอบแบกรับภาระร่วมกัน’ มากกว่ามองแค่ผลประโยชน์ของตนเอง