เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 (บก.สปพ.) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ. พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ พ.ต.อ.เด่นหล้า รัตนกิจ รอง ผบก.สปพ. สั่งการให้ พ.ต.อ.เอกภพ ลิขิตธนสมบัติ ผกก.สายตรวจ พ.ต.ท.ไพบูลย์ สอโส รอง ผกก.สายตรวจ พ.ต.ท.ธวัชชัย แจ่มวิธีเลิศ รอง ผกก.สายตรวจ ร่วมกับหน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก

แถลงผลจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายยาเสพติด 3 ราย นายปูสิทธุ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี, นายประกิจ (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี, นายสุระเดช (สงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี พร้อมของกลาง ยาบ้าจำนวน 2,000,000 เม็ด รถยนต์ 2 คัน ยึดรถยนต์ 2 คัน, โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง และสร้อยคอคล้ายทองคำหนัก 5 บาท อีก 1 เส้น และทรัพย์สินอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 61,250,000 บาท โดยจับกุมได้ที่บริเวณกลางซอยหมู่บ้านเอื้ออาทร โครงการ 10/2 ต.บึงสนั่น อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

​พล.ต.อ.สำราญ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า สืบเนื่องจากนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่สั่งการให้เร่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดอย่างจริงจัง ทาง บก.สปพ. ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีกลุ่มคนร้ายลักลอบขนยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ ต.บึงสนั่น อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยใช้รถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีแดง และรถยนต์อีกหลายคันสลับสับเปลี่ยนเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ กระทั่งพบรถฮอนด้า ซีวิค สีแดง และรถโตโยต้า ยาริส สีดำ ขับตามกันมาในลักษณะผิดสังเกตจากพื้นที่ จ.อ่างทอง มุ่งหน้าเข้าสู่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอตรวจค้น ผลการตรวจสอบพบยาบ้าบรรจุอยู่ในลังพัสดุจำนวน 8 กล่อง วางอยู่ภายในรถพร้อมของกลางยาบ้าทั้งสิ้น 2 ล้านเม็ด และจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย

สอบสวนให้การรับสารภาพว่า รับยามาจากทางภาคเหนือเพื่อนำมากระจายให้กับลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยได้ค่าจ้าง 5 แสนบาท ซึ่งเครือข่ายนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการแกะรอยมานาน โดยพบว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ต้องหาที่ขนยาเสพติดมาจากในพื้นที่จังหวัดน่าน ซึ่งถูกจับไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนทำการขยายผล พร้อมเน้นย้ำในเรื่องมาตรการป้องกันและปราบปรามในการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่ระบาดเข้าสู่ชุมชน โดยทาง บก.สปพ. มีโครงการนำสุนัขตำรวจไปตรวจตามจุดส่งหรือจุดคัดแยกสินค้า และไปรษณีย์ต่างๆ เพื่อป้องกันการลักลอบยาเสพติดปะปนมากับสินค้า นอกจากนี้ยังมีช่องทางในการรับแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 191 เพื่อเป็นการรับแจ้งเบาะแสอีกทางหนึ่ง

เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อขยายผลถึงนายทุนผู้อยู่เบื้องหลังและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.