ด้านคดีความก็มีการแจ้งข้อหากับผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนการเยียวยาทั้งผู้บาดเจ็และครอบครัวผู้เสียชีวิตก็ดำเนินไปตามขั้นตอนของระเบียบและกฏหมาย ขณะที่ กรุงเทพมหานคร(กทม.) ก็เป็นหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญ ผ่านไป 1ปีได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้างในด้านของการเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุแผ่นดินไหว ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
ชุมชนเมือง เดลินิวส์ ได้พูดคุยกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆว่า การตอบสนอง(response)เราดีขึ้น เรามีบทเรียนที่ให้เราจัดระเบียบภายใน มีการลำดับการ และการจัดทำศูนย์บัญชาการกรุงเทพมหานคร BMA Command Center ซึ่งเป็นการลิงค์สัญญาณจากศูนย์ควบคุมและติดตามสถานการณ์
ต่างๆเข้ามา มีการทบทวนแผนเผชิญเหตุ ที่ผ่านมาหัวใจของการเผชิญเหตุ ถ้าเกิดเรื่องแล้วจะต้องทำอย่างไร โดยสมมติเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่นกรณีรถไฟฟ้า EVไฟไหม้ หรือเรือไฟไหม้กลางแม่น้ำเจ้าพระยา เราต้องพยายามทำแบบจำลองเราก็ฝึกซ้อมเพื่อให้พอถึงเหตุการณ์จริงแล้วก็ทำให้เรามีสถานการณ์ที่สามารถรับมือได้
“ผมว่าบทเรียนครั้งนั้นก็ทำให้เรามีไลน์คอมมานด์ที่ชัดเจนขึ้น และก็มีการฝึกซ้อมเตรียมตัวต่างๆ”

นายชัชชาติ ยังกล่าวเพิ่มว่า เหตุการณ์นี้(28 มี.ค.68) ถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญและจากเหตุการณ์นี้สามารถพิสูจน์ได้อย่างหนึ่งว่า ความจริงแล้วเรื่องแผ่นดินไหว กรุงเทพฯก็มีความเข้มแข็งในระดับหนึ่ง เพราะว่าเรามีตึกที่เสียหายเพียงแค่ตึกเดียว แต่เราก็ไม่ได้ประมาท แล้วเราก็ยังได้มีการปรับปรุงติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆตามตึกเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม
“ก็เป็นบทเรียนราคาแพงที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นแต่เราคงพยายามจะต้องให้มันเกิดประโยชน์มากที่สุดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เรียนรู้และปรับปรุงตัว ซึ่งเราก็มี command center มีกระบวนการที่เราเตรียมอุปกรณ์ต่างๆให้เข้มแข็งขึ้น”

นอกจากศูนย์ BMA Command Center ที่ทำหน้าที่เป็นมันสมองของเมือง โดยรวมศูนย์ข้อมูลสำคัญมาไว้ในที่เดียวในรูปแบบ Single Command Center เพื่อให้สามารถติดตาม วิเคราะห์สถานการณ์ และสั่งการได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำแล้วนั้น ตลอดระยะ1 ปีที่ผ่านมาหลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว กทม.ยังได้นำบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าว มาขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เร่งเสริมศักยภาพการรับมือเหตุไม่คาดคิดในทุกมิติ
พร้อมประกาศหมุดหมายสำคัญในการ “เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส” ยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม และทันสมัย มุ่งอุดช่องว่างในทุกมิติ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการ “ตั้งรับ” สู่ “การบริหารจัดการเชิงรุก” ที่สามารถดูแลประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง
โดยหมุดหมายสำคัญ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1. พัฒนาศักยภาพบุคลากรและทีมกู้ภัยเฉพาะทาง
ซึ่ง กทม.มุ่งยกระดับขีดความสามารถของทีมกู้ภัยเฉพาะทาง โดยเฉพาะทีม USAR (Urban Search and Rescue) ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(สปภ.) ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานระดับ Medium Team ตามหลักเกณฑ์สากล ควบคู่กับการพัฒนา “Motorlance” หรือหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เร็ว ให้เป็นกำลังพลแบบ Hybrid ที่มีความคล่องตัวสูง เข้าถึงพื้นที่คับแคบหรือจุดจราจรติดขัดได้อย่างทันท่วงที รวมถึงร่วมมือกับกองทัพบกในการเสริมกำลังบุคลากรด้านดับเพลิงและกู้ภัย โดยในปี68 มีการบรรจุเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่เพิ่มแล้ว 58 ราย และมีแผนขยายผลอย่างต่อเนื่องในปี 2569

2. การเสริมโครงสร้างพื้นฐาน ผสานเทคโนโลยีสู่การบริหารจัดการอัจฉริยะ โดยเร่งขยายเครือข่ายความปลอดภัยของเมือง ตั้งเป้าก่อสร้างสถานีดับเพลิงและกู้ภัยเพิ่ม 5 แห่ง ภายในปี68–70 จากเดิม 43 แห่ง เพื่อกระจายกำลังให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง พร้อมบริหารจัดการยานพาหนะในรูปแบบ “ลาม้าช้าง” ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ มีการนำเทคโนโลยี Side Sensor มาใช้ตรวจวัดความเอียงของอาคารหลังเกิดภัย เพื่อประเมินความปลอดภัยก่อนเข้าปฏิบัติงาน และยกระดับ “BKK Risk Map” สู่ฐานข้อมูลกลางที่บูรณาการข้อมูลจากทั้ง 50 เขต โดยระบุตำแหน่งกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียงและผู้พิการ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างแม่นยำและทันท่วงที
ด้านการจัดการน้ำ พัฒนาระบบ “Digital & Smart Drainage” ควบคู่ระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early Warning System) ผ่านเรดาร์ตรวจอากาศ เซนเซอร์ และเครื่องวัดปริมาณฝน เชื่อมโยงกับระบบ SCADA ที่สามารถควบคุมประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำจากศูนย์กลางแบบเรียลไทม์ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อระบายน้ำแบบ Pipe Jacking และอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของเมือง
ในมิติการจราจร ได้พัฒนาระบบ ITS (Intelligent Transport Systems) เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน อาทิ สัญญาณไฟอัตโนมัติ (Adaptive Control) ระบบ CCTV พร้อม AI Analytics และระบบแผนที่ดิจิทัลที่แสดงตำแหน่งหน่วยฉุกเฉินแบบเรียลไทม์ รวมถึงยกระดับการจัดการ “ความร้อนและฝุ่น PM2.5” สู่ระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนเชิงรุก

3. บูรณาการข้อมูล เชื่อมโยงความร่วมมืออย่างไร้รอยต่อ ด้วยการเดินหน้ายกระดับการทำงานแบบบูรณาการข้อมูล (Data Sharing) ร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเชื่อมโยงกล้อง CCTV กว่า 65,000 ตัวทั่วกรุงเข้ากับระบบ AI พร้อมนำร่องโครงการ Sandbox ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพิ่มความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ เร่งขยายระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ (Adaptive Control) เพิ่มอีก 50 ทางแยกภายในปีนี้ ช่วยลดระยะเวลาเดินทางได้ถึงร้อยละ 10–41 และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงจุดเกิดเหตุของรถฉุกเฉิน
ในส่วนของอาสาสมัคร ตั้งเป้าให้ทุกหน่วยผ่านการจัดระเบียบและจำแนกทักษะ (Skill Mapping) อย่างครบถ้วน เพื่อให้การสั่งการในสถานการณ์จริงเป็นไปอย่างเหมาะสม ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมจัดการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุแบบเสมือนจริงอย่างต่อเนื่อง

และ 4. BMA Command Center ศูนย์ดูแลความปลอดภัยเมือง 24 ชั่วโมง ทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังข้อมูลจากทุกระบบ ผ่านแผนที่บัญชาการเหตุการณ์ดิจิทัล (Incident Command Mapping) ที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งด้านจราจร สภาพอากาศ น้ำท่วม ความร้อน ฝุ่น PM2.5 ตำแหน่งหน่วยฉุกเฉิน สถานพยาบาล และกลุ่มเปราะบาง ฯลฯ โดยระบบดังกล่าวจะถูกนำไปใช้จริงเพื่อการเฝ้าระวังในภาวะปกติและในการดูแลความปลอดภัยในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ช่วงเทศกาลสำคัญหรือเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้การตัดสินใจและแจ้งเตือนประชาชนเป็นไปอย่างแม่นยำและทันท่วงที
” หากถามว่าขณะนี้ กทม.มีความพร้อม 100% หรือไม่ ขอใช้คำว่า “พร้อม” กว่าครั้งที่แล้วแทน เพราะข้อมูลเปลี่ยนใหม่ทุกวัน ดังนั้นจึงต้องมีการอัพเดทข้อมูลทุกวัน แต่วันนี้เราจะเร็วกว่าเดิมและเห็นมากกว่าเดิม และคนทำงานก็จะมีความเข้าใจกันมากขึ้นกว่าเดิม” รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม.





