โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ศูนย์การแพทย์ชั้นนำย่านตะวันตก ฉลองครบรอบ 33 ปีแห่งความไว้วางใจ ประกาศเปิดตัว “อาคาร 3” อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “Advanced Care สู่ก้าวที่เหนือกว่า” เพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยโรคยากและซับซ้อนที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมชูความเชี่ยวชาญระดับสูงด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ นำร่องใช้นวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม VELYS™ Robot-Assisted Solution มุ่งแก้ปัญหาวิกฤตโรคข้อเข่าเสื่อมในคนไทย ลดความเจ็บปวด ฟื้นตัวเร็ว เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ในยุคที่ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” อย่างเต็มรูปแบบ ปัญหาสุขภาพกระดูกและข้อถือเป็นวิกฤตระดับชาติที่ไม่อาจมองข้าม ข้อมูลจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าคนไทยป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมแล้วกว่า 6 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาทางระบาดวิทยา (WHO-ILAR COPCORD study) ที่พบความชุกของโรคนี้สูงถึงร้อยละ 11.3 ในกลุ่มผู้ใหญ่ สิ่งที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอย่างมากคือ ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดเริ่มมีอายุน้อยลง เฉลี่ยอยู่ที่ 50 ปี โดยมีปัจจัยหลักจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ภาวะน้ำหนักตัวเกิน และอายุที่เพิ่มขึ้น

นายแพทย์ไพบูลย์ เอกแสงศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัทธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาสาธารณสุขว่า “กลุ่มธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานการให้บริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรและวิกฤตสุขภาพในระดับชาติ ในปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา มีผลประกอบการที่โดดเด่นโดยมี EBITDA มากกว่า 30% สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจจากประชาชน และโรงพยาบาลฯ ได้ทุนสร้างอาคาร 3 ร่วม 600 ล้านบาท พร้อมนำนวัตกรรมหุ่นยนต์ VELYS™ เข้ามาให้บริการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของกลุ่มบริษัทฯ ในการเป็นผู้นำด้านการดูแลสุขภาพมาตรฐานสากล เพื่อมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน”

ด้าน นายเฉลิมกุล อภิบุณโยภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา เน้นย้ำถึงพันธกิจของโรงพยาบาลว่า “ตลอดระยะเวลา 33 ปี โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ได้ดูแลและเคียงข้างสุขภาพผู้ป่วยมากกว่า 660,000 ราย การเปิดอาคารใหม่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญสู่การเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ (Tertiary Care) ที่มีความพร้อมในการรักษาโรคยากและซับซ้อน โดยตั้งเป้าผลักดันให้จำนวนผู้เข้ารับบริการเติบโตขึ้น 10% ในปีนี้ มุ่งเน้นดูแลรักษาคนไทยเป็นหลัก และครอบคลุมไปถึงกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว และเมียนมา”
“นอกจากนี้ การนำหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดและเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ยกระดับแบรนด์สู่ Smart Hospital ซึ่งไม่เพียงสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการดึงดูดกลุ่มผู้ป่วยที่มองหาความแม่นยำ ความปลอดภัยสูงสุด และความกังวลใจในการผ่าตัดน้อยที่สุด เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนเคียงคู่สังคมไทย” นายเฉลิมกุล กล่าว
เพื่อส่งมอบการดูแลที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยยุคใหม่ “อาคาร 3” จึงได้รับการออกแบบให้เป็นอาคารใหม่ที่รองรับทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดดเด่นด้วยห้องแยกโรคที่ต้องดูแลผู้ป่วยเป็นกรณีพิเศษที่มีสภาวะซับซ้อน (Hybrid Room) เพื่อขยายศักยภาพการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมศูนย์การแพทย์และคลินิกเฉพาะทาง การขยายพื้นที่ในครั้งนี้ช่วยยกระดับความพร้อมในการรักษาโรคซับซ้อนทุกมิติ ตอกย้ำความเชี่ยวชาญระดับสูงด้านศัลยกรรมทั่วไปและศัลยกรรมกระดูกและข้อ ผสานกับความโดดเด่นของศูนย์ส่องกล้องทางเดินอาหารครบวงจร เพื่อส่งมอบการดูแลสุขภาพแบบบูรณาการอย่างแท้จริง

ภายในงาน รศ. พท. นพ. บุระ สินธุภากร ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ ข้อสะโพกและข้อเข่า โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา อธิบายหัวข้อ “Advanced Care ยกระดับมาตรฐานการรักษาด้วยเทคโนโลยี AI” เพื่อคลายความกังวลใจของผู้ป่วยว่า “ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามาพลิกโฉมการผ่าตัดในฐานะผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่สามารถวิเคราะห์โครงสร้างทางชีวกลศาสตร์ของร่างกายผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างละเอียด ระบบจะประมวลผลข้อมูลกายวิภาคแบบเรียลไทม์ เพื่อคำนวณพิกัดการวางข้อเทียมด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร ช่วยลดความคลาดเคลื่อนจากความเหนื่อยล้าของมนุษย์ (Human Error) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ นวัตกรรมหุ่นยนต์ยังช่วยปรับสมดุลความตึงของเส้นเอ็นรอบข้อเข่าในทุกองศาการงอ ซึ่งการวางแผนผ่าตัดแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Surgical Plan) นี้ จะช่วยยืดอายุการใช้งานของข้อเทียมให้ยาวนานขึ้นกว่าเดิม”
“การนำนวัตกรรม VELYS™ Robot-Assisted Solution มาใช้ ถือเป็นการตอบโจทย์และแก้ปัญหาความกังวลของผู้ป่วยยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เทคโนโลยีหุ่นยนต์นี้มอบความแม่นยำสูงสุดภายใต้การควบคุมของศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นสำคัญคือความสามารถในการประมวลผลสร้างภาพ 3 มิติแบบ Real-time ในห้องผ่าตัดได้ทันที โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องไปทำ CT Scan ล่วงหน้า ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและลดการรับรังสีของร่างกาย ช่วยให้แพทย์จัดวางข้อเข่าเทียมให้เข้ากับระนาบขาและสรีระของผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างสมดุล” รศ. พท. นพ. บุระ อธิบาย

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วยคือผลลัพธ์หลังการผ่าตัด ซึ่งนวัตกรรมนี้ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง ผู้ป่วยจึงเสียเลือดน้อย และลดอาการปวดได้อย่างชัดเจน ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว สามารถลุกเดินได้ภายใน 12 ชั่วโมงหลังผ่าตัด มีข้อเข่าที่ยืดหยุ่น โค้งงอได้ใกล้เคียงธรรมชาติมากถึง 98% อีกทั้งยังลดอัตราการติดเชื้อและลดโอกาสในการผ่าตัดซ้ำ ซึ่งสถิติทั่วไประบุว่า ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อผลลัพธ์การรักษาด้วยเทคโนโลยีนี้สูงถึง 91% โดยค่ารักษายังอยู่ในราคาที่เข้าถึงได้ เมื่อเทียบกับความคุ้มค่าและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว



