นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก เปิดเผยถึงวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง ว่าขอให้ประชาชน อย่าตื่นตระหนก และหยุดการกักตุนน้ำมันเกินความจำเป็น เนื่องจากยอดการใช้รถที่เพิ่มขึ้นจากการแห่เติมน้ำมันเต็มถังขณะนี้ส่งผลกระทบต่อการจัดหา และจากข้อมูลพบว่าโดยปกติประเทศไทยมีความต้องการใช้ดีเซลเฉลี่ยวันละ 67 ล้านลิตรเท่านั้น แต่ในช่วงวิกฤตดังกล่าวนี้ พบว่าความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้นถึงวันละ 115 ล้านลิตร ซึ่งเกินกว่ากำลังการผลิตรวมของโรงกลั่นทั่วประเทศที่ทำได้ประมาณวันละ 70 ล้านลิตรต่อวัน จึงส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนชั่วคราวในบางพื้นที่
สำหรับการบริหารจัดการของบางจากนั้น ได้เร่งกำลังการผลิตจาก 2 โรงกลั่นหลัก คือพระโขนงและศรีราชาขึ้นสู่ระดับสูงสุดแล้วรวมเป็น 290,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งมีการกระจายความเสี่ยงด้วยการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเพียง 16-17% ขณะที่สัดส่วนหลัก 40% นำเข้าจากกลุ่มประเทศตะวันออกไกล เช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย และได้กระจายความเสี่ยงด้วยการหาแหล่งน้ำมันดิบใหม่ ๆ จากอาร์เจนตินาและโคลอมเบียเพิ่มเติม ทำให้ลดผลกระทบโดยตรงจากสงครามได้ส่วนหนึ่ง
“บริษัทยืนยันว่าไม่มีการกักตุนแน่นอน เนื่องจากรถขนส่งน้ำมันทุกคันติดตั้งระบบจีพีเอสที่สามารถตรวจสอบได้ตลอดและให้ความสำคัญกับการส่งน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการน้ำมันกว่า 2,200 แห่งเป็นลำดับแรก เพื่อให้ถึงมือผู้บริโภคโดยเร็วที่สุด”
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกนั้น ยอมรับว่ามีความผันผวนสูงมาก โดยน้ำมันดิบดูไบเคยพุ่งไปแตะ 155-160 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากช่วงก่อนสงคราม อีกทั้งยังมีต้นทุนแฝงอย่างค่าประกันภัยเรือที่สูงขึ้นจาก 1 แสนดอลลาร์เป็น 1 ล้านดอลลาร์ต่อลำ ล่าสุดเริ่มเห็นสัญญาณราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์บ้างแล้ว ทำให้บริษัทเตรียมรับมือในระยะยาวด้วยการผลักดันพลังงานทางเลือก ทั้งการจำหน่าย บี20 สำหรับอุตสาหกรรม, การส่งเสริม อี85 และการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับเครื่องบิน ที่คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในช่วงกลางปีนี้ เพื่อลดภาระการนำเข้าและสร้างความยั่งยืนทางพลังงานให้ประเทศต่อไป



