นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีประเทศไทยที่ 12.5% เป็นอัตราที่สูงสุด ในข้อกล่าวหาแรงงานภาคบังคับ ซึ่งไทยถูกกำหนดอัตราภาษีที่ 12.5% เท่ากับจีนและเวียดนาม ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ถูกจัดเก็บในอัตรา 10% จะส่งผลให้ความสามารถแข่งขันของไทยลดลง และ จะกระทบการส่งออก ส่งผลกระทบถึงการลงทุนของไทยด้วย เพราะอัตราภาษีที่ต่างกันจะเป็นแรงจูงใจที่จะตัดสินใจว่าจะลงทุนประเทศไหน

ถึงแม้การส่งออกในเดือนมิ.ย.จะขยายได้สูงถึง 20.74% แต่การนำเข้าของไทยในเดือนมิ.ย. ขยายมากกว่า ขยายถึง 50.28% ทำให้ครึ่งปีแรกไทยขาดดุลการค้าสูงมากถึง 1.1 ล้านบาท และกว่าจะถึงสิ้นปี 69 การขาดดุลการค้าอาจจะยิ่งพุ่งสูงกว่านี้  ซึ่งจะเป็นการขาดดุลการค้าที่สูงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และจะมีผลกระทบอย่างมากต่อจีดีพี อีกทั้งไทยจะประสบปัญหากับการขาดดุลแฝด (Twin Deficits) ที่ขาดดุลทั้งงบประมาณและขาดดุลการค้า ซึ่งเป็นสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่

ในขณะที่ 6 เดือนแรกปี 69ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ 33,038.20 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไทยขาดดุลการค้าให้จีนถึง 46,222.88 ล้านเหรียญสหรัฐ น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯเ ก็บภาษีไทยในอัตราที่สูง และอาจจะโดนเพิ่มภาษีอีกได้ ถ้าสหรัฐเห็นว่าไทยทำ Transshipment กับ Circumvention ให้กับจีน คือ การนำสินค้าจีนมาหลบเลี่ยงส่งต่อไปสหรัฐฯ ซึ่งจากตัวเลขที่เห็นไทยจะปฏิเสธได้ยากมาก สมัยนั้นตนได้เข้มงวดในการแก้ไขเรื่องนี้ และจะต้องเร่งแก้ไข มิเช่นนั้นอาจจะมีปัญหาเพิ่มขึ้นอีกได้ ไทยอาจจะโดนสหรัฐฯเรียกเก็บภาษีในอัตราที่เพิ่มอีกจากเรื่องนี้ได้

นายพิชัยกล่าวต่อไปว่า ไทยต้องเร่งเจรจาแก้ไขปัญหากับสหรัฐฯโดยด่วน หากจำกันได้ตนเตือนหลายครั้งให้รัฐบาลเร่งเจรจากับสหรัฐฯ ในมาตรา 301 แต่เพิ่งเห็น รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ (ศุภจี สุธรรมพันธุ์) ไปพบกับ USTR Jamieson Greer เดือนพ.ค.69 โดยเป็นการพบแบบสั้นๆ และเพิ่งจะไปเจรจากันเดือนมิ.ย. และเป็นการเจรจากับ รอง USTR  Rick Switzer ซึ่งเป็นสัญญาณที่ผิดปกติและน่าจะต้องระวังแต่แรกแล้ว สุดท้ายก็เป็นไปตามที่ได้แสดงความกังวลไว้ล่วงหน้าแล้ว

จากประสบการณ์ที่เจรจาการค้ากับต่างประเทศ  และเป็นคนแรกที่ได้ติดต่อกับ USTR Jamieson Greer โดยตรง ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะรับตำแหน่ง ทำให้เห็นความผิดปกติในการเจรจานี้แต่แรก ซึ่งไทยต้องเร่งหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน อีกทั้งหากจำได้เคยเตือน รองนายกฯและรมว. พาณิชย์ แล้วเรื่องการมีคอนเทนท์ว่าสามารถบังคับสหรัฐฯได้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังต้องเกรงใจ ซึ่งไม่เป็นความจริง และทางสหรัฐฯเคยแจ้งความไม่พอใจมาที่ตนในเรื่องนี้ด้วย

ตนมีความเชื่อมั่นว่า นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ จะช่วยได้อย่างมาก และรัฐบาลควรต้องอาศัยนายวุฒิไกรช่วยอย่างมาก เพราะสมัยตน  นายวุฒิไกรได้ร่วมกันเจรจากับ Katherine Tai อดีต USTR สมัยประธานาธิบดีไบเดน ให้ประเทศไทยหลุดจากมาตรา 301 แล้ว อีกทั้งการเจรจา Tariff กับ USTR รอบที่แล้วที่ไทยได้ 19% ต่ำเท่ากับประเทศอื่น นายวุฒิไกรเป็นกำลังหลักในการเจรจารายละเอียดกับ USTR ดังนั้นนายวุฒิไกรจจะเป็นบุคคลสำคัญในการแก้ไขเรื่องนี้เพราะมีประสบการณ์หลายครั้ง รวมถึงน.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ด้วย

นอกจากนี้ การต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศจะต้องทำไปพร้อมกัน โดยเฉพาะ FTA ระหว่าง ไทย-อียู  ที่นายกฯอนุทิน เพิ่งไปพบกลุ่มนักธุรกิจของอียู และต้องการเร่งให้จบ ซึ่งควรจะจบตั้งแต่ปลายปี 68 แล้วตามที่ได้ตกลงกัน แต่ รองนายกฯ และรมว. พาณิชย์ เพิ่งได้พบกับ Maros Sejkovic, EU Commissioner on Trade ในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งที่ควรพบกันเร็วกว่านี้ ซึ่งจะมีการเจรจารอบที่ 10 ในปลายเดือนก.ย. จึงอยากขอเตือนจากประสบการณ์ที่เจรจา FTA ระหว่าง ไทย-EFTA (สวิตเซอร์แลนด์, นอร์เวย์, ไอซ์แลนด์, ลิคเตนสไตน์) ว่าการเจรจาก่อนจะปิดดีลได้จะยากมาก เพราะเรื่องยากๆ ที่ยังตกลงกันไม่ได้ เขาจะเก็บไว้เจรจาช่วงหลัง  ดังนั้นรองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ จะต้องลงมาเจรจาเองถ้าอยากให้สำเร็จได้ และหวังว่าจะเจรจาปิดดีลได้ภายในสิ้นปี 69 นี้

อีกทั้งยังมี FTA กับ เกาหลี, UAE, UK, อาเซียน – แคนนาดา ฯลฯ ที่จะควรจะต้องเสร็จภายในปีนี้เช่นกัน จึงจะสามารถช่วยให้ไทยไล่ตามเวียดนามที่มี FTA กว่า 60 ประเทศแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ การส่งออกและการลงทุนของเวียดนามแซงไทยไปไกลแล้ว

ตามที่ได้เคยเตือนแต่แรกแล้วว่า การบริหารกระทรวงพาณิชย์ไม่ง่าย และ ในปัจจุบันถึงกับยากมาก จะพึ่งแต่การโปรโมททำคอนเท้นท์อย่างเดียวไม่ได้  นอกจากจะต้องดูแลเรื่องสินค้าเกษตรที่มีปัญหามากเช่น มะพร้าว มะม่วง ลำใย ทุเรียน มังคุด ข้าว ฯลฯ การดูแลค่าครองชีพที่พุ่งสูง ที่มากกว่าแค่เรื่องข้าวแกง 40 บาท และรถพุ่มพวง อีกทั้งเรื่องที่สำคัญคือ การเจรจาการค้าต่างประหว่างประเทศที่สำคัญอย่างมากต่อภาพใหญ่ของประเทศ เพราะเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งต่างประเทศสูง ทั้งการค้า การส่งออก การลงทุน และ การท่องเที่ยว

หากจำกันได้ ตั้งแต่แรกได้เคยเตือนและแนะนำ กำหนด KPI ไว้ให้ 4 เรื่อง แต่ทั้ง 4 เรื่องยังเป็นปัญหาหมด คือ 1.เรื่องราคาสินค้าเกษตรที่ปัจจุบันสินค้าเกษตรหลายชนิดราคาตกต่ำอย่างมาก เกษตรกรได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือกันมาก

2.เรื่องการเจรจาการค้า ซึ่งการเจรจา FTA ไทย – อียู ที่ควรต้องเสร็จแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ อีกทั้งการเจรจาภาษีกับสหรัฐเป็นปัญหาหนักอย่างมาก และจะต้องเร่งแก้ไข 

3.การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้าไทย และ ปัญหานอมินี ซึ่งกลับเป็นปัญหาเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

4.การรักษาระดับการส่งออกที่ปี 68 ทั้งปีขยายได้ 12.9% และไทยแทบไม่มีปัญหาการขาดดุลการค้า ในปีนี้แม้จะรักษาการระดับการขยายตัวของการส่งออกได้ (ทั้งๆที่ รมว. พาณิชย์ เคยตำหนิไว้เองว่าโครงสร้างส่งออกของไทยมีปัญหา) แต่ปัญหาการขาดดุลการค้ากลับหนักยิ่งกว่าเพราะการนำเข้าพุ่งสูงทำให้ไทยขาดดุลการค้าอย่างมโหฬาร เพียง 6 เดือน กว่า 1.1 ล้านล้านบาทแล้ว ซึ่งต้องเร่งแก้ไขเจรจาให้ลดช่องว่างการขาดดุลกับประเทศจีนอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ขอให้กำลังใจให้ รองนายกฯ และรมว. พาณิชย์ เร่งแก้ไขและทำงานได้สำเร็จ เพราะความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ล้วนขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการบริหารงานด้านการค้าและเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญ