วันที่ 18 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยถึงเบื้องหลังการตัดสินใจเลือก “ฉันทานนท์ วรรณเขจร” ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ โดยเน้นย้ำว่าเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมและมีอายุราชการที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนงานระยะยาว เพื่อรองรับภารกิจสำคัญในการปรับเปลี่ยนวิธีทำงานและปฏิรูปโครงสร้างพลังงานของประเทศที่ต้องอาศัยความกล้าในการตัดสินใจ
นายเอกนัฏ ระบุว่า แม้ในกระทรวงพลังงานจะมีอธิบดีที่เก่งหลายท่าน แต่หลายคนจะเกษียณอายุราชการหลังปี 2575 ซึ่งยังมีเวลาทำงานในตำแหน่งอื่นได้อีก ซึ่งการเลือกปลัดคนใหม่ครั้งนี้ จึงพิจารณาจากความเหมาะสมที่สุด โดยเป็นผู้ที่มีอายุราชการเหลือประมาณ 4-5 ปี สอดคล้องกับวาระการดำรงตำแหน่งปลัดปกติที่อยู่ประมาณ 4 ปี เพื่อให้การทำงานมีความต่อเนื่องทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ส่วนกระแสข่าวเรื่องเส้นสายทางการเมืองนั้น นายเอกนัฏ ยืนยันว่า “ผมสนใจแต่เรื่องปัจจุบัน เรื่องอนาคตที่ผมต้องทำครับ แล้วถ้าผมคุยกับใครแล้วรับได้ เข้าใจตรงกัน และพร้อมที่จะเดินต่อ ใครพร้อมสู้กับผมก็มาด้วยกันได้ แค่นั้นเอง”
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของงานหลังจากนี้คือการปรับปรุงระบบพลังงานให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร โดยมีประเด็นหลัก คือ
1.โครงสร้างราคาน้ำมัน นายเอกนัฏ ยืนยันว่า ต้องมีการแก้ไขการคำนวณราคาน้ำมันใหม่ ไม่ใช่แค่การอิงราคาสิงคโปร์ แต่ต้องรวมถึงการจัดการค่าขนส่ง ค่าประกัน ค่าสูญเสีย และเงินสำรองที่ถูกบวกเข้าไปในโครงสร้างราคา
ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดเข้าไปดึงเงินจากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นเกือบ 20,000 ล้านบาท มาช่วยลดราคาหน้าปั๊ม
“นี่เป็นครั้งแรกที่ไปเอาเงินจากกระเป๋าของทุนมาลดราคาให้กับประชาชน ไม่ใช่แค่เอากระเป๋าซ้ายมาจ่ายกระเป๋าขวาอย่างการใช้เงินกองทุนน้ำมันหรือลดภาษี”
2.เรื่องค่าไฟฟ้า มีการดำเนินการไปแล้วบางส่วน เช่น การนำค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชน, การกำหนดราคาค่าไฟ 200 หน่วยแรกที่ 3 บาท และการเปิดตลาดรับซื้อไฟเสรี
3.เรื่องกองทุนอนุรักษ์พลังงาน จะมีการตรวจสอบการใช้เงินในทุกส่วน หากเก็บมาแล้วใช้ไม่เกิดประโยชน์ก็ไม่ควรเก็บ
“เงินแค่เพียง 40-50 สตางค์ต่อลิตร พอบวกรวมกันทั้งปีตามจำนวนการใช้ ถือเป็นเงินเป็นหมื่นล้าน เป็นประโยชน์ที่ประเทศไม่ควรจะเสียไป”
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในส่วนของการส่งเสริมพลังงานสะอาด รัฐบาลกำลังเตรียมมาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 50,000 บาทต่อครัวเรือน พร้อมขยับเป้าหมายการรับซื้อไฟคืนจากเดิม 100 เมกะวัตต์ เป็น 500 เมกะวัตต์ และจะบรรจุเรื่องการเปลี่ยนหลังคาบ้านประชาชนเป็นแหล่งผลิตไฟไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่จะเคาะผลสรุปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
“งานในกระทรวงพลังงานต้องอาศัยคนที่ไวใจได้และกล้าเผชิญหน้ากับวิกฤติ โดยเฉพาะการท้าชนกับโครงสร้างเดิมๆ ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง มันต้องอาศัยความอึด ความอดทน และความกล้าในการตัดสินใจ” นายเอกนัฏ ทิ้งท้าย



