สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานเสวนา “THE LEADERSHIP SURVIVAL FORUM 2026 ถอดรหัสจุดเดือด ระเบียบโลกใหม่ ธุรกิจไทยต้องรอด” ในโอกาสเปิดตัวหลักสูตร THE PRISM LEADERSHIP : Leading Beyond Volatility กรอบคิดผู้นำเพื่อก้าวข้ามความผันผวนของโลก เพื่อให้บรรดาผู้นำและผู้บริหารองค์กรภาคธุรกิจ มีความพร้อมในการรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปทุกด้าน ผ่านมุมมองของ 3 วิทยากร ที่มาร่วมให้แง่คิด
นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ “SI Society & Tech Sustainability เจาะลึกความท้าทายนวัตกรรมยุค 5.0 เชื่อมเทคโนโลยีสู่ความยั่งยืน” ว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงใหญ่ 4 ด้านพร้อมกัน ประกอบด้วย เทคโนโลยีและ AI, ภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้ว, วิกฤตภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และ โครงสร้างประชากรสูงวัย ซึ่งทั้งสี่ปัจจัยไม่ได้แยกจากกัน เช่น AI ต้องใช้ Data Center, Data Center ต้องใช้ไฟฟ้า, ไฟฟ้าเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางพลังงาน และแหล่งพลังงานก็ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น ผู้นำจึงไม่สามารถแก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ หรือใช้สูตรสำเร็จจากอดีตได้ แต่ต้องเห็นความเชื่อมโยง ตั้งคำถามให้ถูก เปิดรับความจริงที่ไม่สบายใจ และตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์

ที่ผ่านมา จุดอ่อนของผู้นำ คือ ความสำเร็จในอดีต เพราะประสบการณ์ไม่ได้มีแต่ประโยชน์ หากโลกเปลี่ยนแต่ผู้นำไม่เปลี่ยน ประสบการณ์สามารถกลายเป็นอคติได้อย่างรวดเร็ว เช่น สูตรที่เคยเป็น Best Practice วันนี้อาจกลายเป็น Yesterday’s Practice ในวันพรุ่งนี้ สิ่งที่พึงระวังคือ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อ 3 สิ่งเกิดพร้อมกัน ได้แก่ 1.ประสบการณ์เดิมไม่สอดคล้องกับโลกใหม่ 2. ประสบการณ์นั้นกลายเป็นอคติ และ 3. ผู้บริหารมีอำนาจบังคับให้องค์กรทำตามอคติดังกล่าว ทั้งนี้ต้องยอมรับความจริงว่า ยิ่งผู้บริหารมีตำแหน่งสูง คนรอบข้างยิ่งตั้งคำถามและนำเสนอความจริงที่ขัดใจน้อยลง ทำให้โลกที่ผู้บริหารมองเห็นแคบลงเรื่อยๆ
ทางด้าน นายสุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวในหัวข้อ “BOI & New World Order ถอดรหัสยุทธศาสตร์การลงทุนและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระเบียบโลกใหม่” ว่า การลงทุนในโลกกำลังเปลี่ยนโครงสร้างจากแรงกดดัน 3 ด้าน คือ ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์, เทคโนโลยีและนวัตกรรม และความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันบริษัทข้ามชาติไม่ได้พิจารณาเฉพาะต้นทุน หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่อไป แต่ให้น้ำหนักกับความมั่นคงของประเทศ ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ความพร้อมของคนและโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าถึงพลังงานสะอาด และความเร็วในการเริ่มดำเนินธุรกิจจริง ส่งผลให้อาเซียนกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่เด่นของการลงทุนโลก โดยในปี 2024 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั่วโลก (FDI) ลดลง 11% ขณะที่ FDI ในกลุ่มประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้น 8% เป็น 226 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 15% ของ FDI โลก สะท้อนบทบาทของภูมิภาคในฐานะฐานการผลิตและตลาดที่เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม ระเบียบโลกใหม่กำลังเปลี่ยนทิศทางการลงทุน เช่น กรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้บริษัทต้องกระจายฐานการผลิต ลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง และปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่ การตัดสินใจลงทุนจึงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความปลอดภัย และความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากขึ้น ขณะที่การลงทุนเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องตระหนักเช่นกัน คือ การที่นักลงทุนและตลาดโลกให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอน การใช้พลังงานสะอาด และมาตรฐาน ESG มากขึ้น ซึ่งประเทศที่สามารถจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ พร้อมมีกลไกรองรับ จะมีความได้เปรียบในการดึงดูดอุตสาหกรรมยุคใหม่
ขณะที่ นายบูณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร กรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวในหัวข้อ “Trade Strategy 2027 เตรียมพร้อมรับเศรษฐกิจโลกผันผวน พร้อมวางกลยุทธ์การค้าสำหรับปี 2570” ว่า ภายใต้กรอบคิดที่ว่า เศรษฐกิจโลกผันผวน เศรษฐกิจไทยซวนเซ จึงต้องแยกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือเศรษฐกิจโลก ซึ่งช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกผันผวน เพราะไม่ได้เผชิญแค่วิกฤติเดียว แต่เป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤติ” ทั้งเรื่อง โควิด -19 ที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องมีการกู้และอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ตามมาด้วย สงครามรัสเซีย–ยูเครน
จากนั้นมีความขัดแย้งตะวันออกกลางเกิดขึ้น ตามมาด้วยวิกฤติเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ต้นทุนประชาชนและธุรกิจสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีเรื่องสงครามการค้า การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ และอีกวิกฤต คือเรื่อง Climate Change ที่มีทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม พายุ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรุนแรงและคาดการณ์ยากขึ้น
“กติกาโลกเดิมกำลังอ่อนแรง ไม่ว่าจะเป็นองค์การสหประชาชาติ (UN) และ องค์การการค้าโลก (WTO) จะพบว่าจริงๆแล้วทำอะไรได้บ้าง UN ไม่สามารถควบคุมความขัดแย้งระหว่างประเทศได้ ขณะที่ WTO ก็จะพบว่าทุกวันนี้ยังคงมีการใช้นโยบายกีดกันทางการค้าได้เหมือนเดิม และสงครามการค้าสหรัฐฯ–จีน วันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาษีนำเข้า แต่ขยายเป็น Technology Cold War ไปแล้ว”
สำหรับเรื่องเศรษฐกิจไทยซวนเซหรือไม่นั้น จริงๆแล้วเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นล้ม แต่มีความเปราะบางเชิงโครงสร้าง จุดอ่อนสำคัญ คือ GDP ยังเติบโตในระดับต่ำ โดยในปี 68 โตประมาณ 2.4–2.6% แนวโน้มปี 69 จะอยู่ที่ 2% หรือในกรอบประมาณ 1.5–2.5% แต่ที่น่ากังวลคือเรื่องหนี้ ไทยมีหนี้ครัวเรือนประมาณ 85.9% ของ GDP ส่วนหนี้สาธารณะ อยู่ที่ประมาณ 63% ของ GDP ถือเป็นระดับหนี้ที่สูง ขณะที่สินเชื่อตึงตัว หนี้เสียเพิ่ม การส่งออกยังกระจุกตัวอยู่ในตลาดเดิม ดังนั้นแม้ว่าไทยมีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 3 ของอาเซียน แต่มีอัตราเติบโตอยู่ในกลุ่มท้ายๆ
โดยทางรอดของธุรกิจไทยในช่วงเวลานี้คือ “ปรับ เปลี่ยน และไป” เริ่มจาก “ปรับ” ทำธุรกิจให้ตัวเบา รักษาสภาพคล่อง ซึ่งในอดีตทุคนอาจคุ้นกับคำว่า “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” แต่ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ยินคำว่า “ปลาเร็วกินปลาช้า” มากขึ้น เพราะสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดคือการเป็น “ปลาตัวเบา” ที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว ธุรกิจต้องทำให้ตัวเอง“เบา” ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น รักษาสภาพคล่อง และหลีกเลี่ยงภาระที่ไม่จำเป็น เอสเอ็มอีไทยไม่ควรเลือกใช้ “ราคา” เป็นสนามแข่งขันหลัก แต่ต้องสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพ บริการ และการตอบโจทย์ลูกค้า รวมไปถึงการเลือกกลุ่มลูกค้า โดยเน้นกลุ่มที่สร้างรายได้หลัก โดยเฉพาะลูกค้าที่มีกำลังซื้อและพร้อมจ่ายเพื่อสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์ของตนเอง
ในส่วนของการ “เปลี่ยน” ไม่ได้หมายถึงเพียงการปรับปรุงธุรกิจเดิม แต่ต้องมองหาธุรกิจใหม่ที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียวอาจจะช่วยให้รอดระยะสั้น แต่ไม่สร้างอนาคต ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ปตท. จากธุรกิจพลังงานและน้ำมัน ได้ขยายเข้าสู่ธุรกิจใหม่อย่างร้านกาแฟ Café Amazon และต่อยอดไปสู่ธุรกิจค้าปลีกผ่าน OR สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจขนาดใหญ่เองก็ต้องสร้างพื้นที่การเติบโตใหม่เมื่อธุรกิจหลักมีข้อจำกัด นอกจากนี้ ESG กำลังเป็นเงื่อนไขทางการค้า เนื่องจาก ESG, Carbon Footprint และมาตรการสิ่งแวดล้อม จะมีผลโดยตรงต่อภาษี การส่งออก และการเข้าถึงสินเชื่อ ธุรกิจที่ไม่มีข้อมูลคาร์บอน หรือไม่ปรับกระบวนการผลิต อาจเผชิญทั้งกำแพงการค้าจากต่างประเทศ และเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นจากสถาบันการเงิน
สำหรับ “ไป” คือการมองหาตลาดใหม่ โอกาสใหม่ และพันธมิตรใหม่ “ไป” จึงหมายถึงการมองไปข้างหน้าและออกจากพื้นที่เดิม ๆ ไม่ยึดติดกับตลาดหรือพฤติกรรมผู้บริโภคแบบเดิม ในวันนี้ภาคธุรกิจควรมองหาพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มใหม่ เจาะตลาดส่งออกใหม่ และสร้างพันธมิตรใหม่ โดยเฉพาะตลาดที่ยังมีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง อินเดีย และเอเชียกลาง ซึ่งอาจเป็นทางเลือกในการกระจายตลาด และลดการพึ่งพาตลาดเดิม
สำหรับธุรกิจไทยปี 70 ผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่ใหญ่ที่สุด หรือขายถูกที่สุด แต่เป็นบริษัทที่มีเงินสดเพียงพอ เพราะ Cash is King เงินสดและสภาพคล่องจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองธุรกิจให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก และที่สำคัญต้องรู้ว่าลูกค้าคุณภาพของคุณคือใคร



