นายปวีร์ เตโชโยธิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดแบรนด์ออรัล-บี เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดแปรงสีฟันธรรมดาในประเทศไทยช่วง 8 ปีที่ผ่านมาแทบจะไม่มีการเติบโต โดยมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้เป็นสินค้าพื้นฐานที่ไม่มีนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงมานานกว่า 5,000 ปี ประกอบกับผู้บริโภคชาวไทยมีพฤติกรรมให้แปรงสีฟันปีละ 4 ด้าม และบางคนยืดอายุการใช้งานไปจนกว่าขนแปรงจะบาน และการแข่งขันในตลาดล่างที่เน้นราคาเฉลี่ยเพียงด้ามละ 40-50 บาท 

ทั้งนี้ ออรัล-บี จึงหันมามุ่งเน้นปรับแผนทำตลาด กระตุ้นผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมจากแปรงสีฟันธรรมดาไปสู่แปรงสีฟันไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันในไทยมีอัตราการเข้าถึงเพียง 3% หรือประมาณ 1 ล้านคนเท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา 30% หรือญี่ปุ่นและเกาหลี 10-25% ตลาดไทยจึงยังมีโอกาสเติบโตอีกมหาศาล โดยเน้นเจาะกลุ่มผู้มีรายได้ 20,000 บาทขึ้นไป ซึ่งคิดเป็น 40% ของคนไทย ตั้งเป้าหมาย 3 ปี ยอดขายเติบโต 20-25% และเพิ่มสัดส่วนผู้ใช้แปรงไฟฟ้าให้ถึง 1 ใน 4 ของประชากรที่มีกำลังซื้อ 

“แม้ราคาแปรงไฟฟ้าจะดูสูง เริ่มต้น 500-10,000 บาท แต่หากมองในระยะยาว ด้ามแปรงมีอายุการใช้งานถึง 5 ปี ซึ่งเมื่อหารเฉลี่ยรายปีจะตกปีละประมาณ 600 บาท เมื่อเทียบกับแปรงธรรมดาที่ต้องเปลี่ยนทุก 3 เดือน ปีละ 200 บาท แต่ให้ผลลัพธ์การทำความสะอาดที่เหนือกว่า ลดความเสี่ยงฟันผุและปัญหาเหงือก”

สำหรับการทำตลาดนั้นจะสร้างความเชื่อมั่นผ่านทันตแพทย์ในคลินิกกว่า 1,200 แห่ง และสาธิตการใช้งานใน 100 เชนคลินิกภายในสิ้นปีนี้ เนื่องจากแปรงไฟฟ้าถูกจดทะเบียนเป็น เครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งต้องผ่านการรับรองทางคลินิกว่าขจัดคราบพลัคได้มากกว่าแปรงธรรมดาถึง 2 เท่าตัว ส่วนความท้าทายด้านต้นทุนท่ามกลางสภาวะต้นทุนพลาสติกและค่าขนส่งที่ขยับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน นั้นบริษัทยังตรึงราคาสินค้าให้ได้นานที่สุด โดยในช่วงครึ่งปีแรกยังไม่มีแผนปรับราคาขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีใหม่ได้ง่ายขึ้น