เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “เดลินิวส์” ได้จัดงานเสวนา Sustain Daily Talk 2026 หัวข้อ “โลกป่วน เกมเปลี่ยน : ธุรกิจ “ยั่งยืน” ได้อย่างไร? ณ ลาน SCBX NEXT TECH สยามพารากอน ชั้น 4 โดยได้รับเกียรติจากนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “โลกป่วน เกมเปลี่ยน : นโยบายความยั่งยืนของไทยอยู่ตรงไหน” และเปิดวงเสวนา “โลกป่วน เกมเปลี่ยน : ความยั่งยืนยังใช่คำตอบหรือไม่” จากกูรูผู้เชี่ยวชาญหลากวงการ ทั้งผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย , นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ และผู้ก่อตั้ง BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) , ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฎิบัติการและนวัตกรรม เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) และนายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
ทั้งนี้มี นายปารเมศ เหตระกูล, นางสิริวรรณ พันธุ์ปรีชากิจ กรรมการบริหารเดลินิวส์ , นายนต รุจิรวงศ์ เลขานุการคณะกรรมการบริหาร, น.ส.นลิน รุจิรวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (EVP) ฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตลาด , นายนนท์ รุจิรวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและจัดจำหน่าย และนายภาสภณ เหตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายจัดส่งและยานยนต์ เดลินิวส์ ให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวในช่วง เสวนา “โลกป่วน เกมเปลี่ยน : ความยั่งยืนยังใช่คำตอบหรือไม่” ว่า ปัจจุบันโครงสร้างธุรกิจไทย เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีตัวเลขทางการประมาณ 3.3 ล้านราย แต่ตัวเลขนอกระบบอย่างไม่เป็นทางการอาจมีสูงถึง 10 ล้านราย แต่ส่วนใหญ่กว่า 85% เป็นธุรกิจระดับ “ไมโคร” (Micro-SME) หรือรายย่อยที่มีรายได้ไม่สูงนัก ซึ่งการทำเรื่องความยั่งยืน หรือ ESG ทางผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มองว่ามันยังเป็นเรื่องไกลตัวในการลงทุนหรือต้องทำ โดยจะมองเอาเรื่องธุรกิจให้รอดก่อน ซึ่งที่ผ่านมา สสว.ก็พยายามเข้าไปให้ความรู้และช่วยเหลือ จนปัจจุบัน เอสเอ็มอี ส่วนใหญ่มีความตระหนักรู้ในเรื่องนี้แล้ว แต่ยังมองว่า คุ้มไม่คุ้มกับการต้องจ่ายเพื่อทำ เรื่องความยั่งยืน
“เอสเอ็มอี ส่วนใหญ่ ยังไม่มองถึงตรงนั้น มองว่า ต้องทำให้ธุรกิจอยู่รอดมากกว่า ซึ่งที่ผ่านมาได้พยายามเข้าไปเปลี่ยนความคิด อาจจะต้องลงทุนเรื่องความยั่งยืน ลงทุนทำให้ธุรกิจดีขึ้นและมีความแตกต่าง แม้ราคาสินค้าจะแพงขึ้น ลูกค้าก็ยอมจ่าย ซึ่งสำคัญคือ ต้องหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายและโพกัสให้ได้ ธุรกิจก็จะสามารถไปได้”

นายวรพจน์ กล่าวต่อว่า เรื่องการ ESG ของเอสเอ็มอี จะเกิดขึ้นได้จริง ธุรกิจนั้นจะต้องอยู่รอดและมีกำไรด้วย ซึ่งเอสเอ็มอีจะคำนวณตลอดเวลาว่าทำสิ่งใดแล้วจะได้กำไรหรือไม่ หากทำแล้วเห็นกำไรชัดเจน ทุกคนพร้อมลงมือทำแน่นอน แต่ปัญหาคือรายย่อยไม่มีทุน ปัจจุบันจึงเกิดโมเดลความร่วมมือมิติใหม่ที่น่าสนใจมาก ระหว่าง “ภาครัฐ-เอกชนรายใหญ่ -เอสเอ็มอี” จากเดิมที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในภาคการส่งออก ถูกบังคับจากคู่ค้าต่างประเทศว่า ตลอดทั้งซัพพลายเชน (Supply Chain) ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้รายใหญ่ต้องหันมาช่วยขับเคลื่อนคู่ค้ารายย่อย แต่เนื่องจากไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ จึงเกิดการผสานเข้ากับกลไกของภาครัฐ โดยทาง สสว.มีกลไกช่วยเหลือเอสเอ็มอีเพื่อลดต้นทุนในการปรับตัวอยู่แล้ว เช่น แพลตฟอร์มกลางที่ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ในลักษณะ ‘คนละครึ่ง’ คือรัฐช่วยออกให้ 50% และความน่าสนใจคือ เมื่อผู้ประกอบการรายใหญ่ทราบกติกานี้ จึงเข้ามาปลดล็อกข้อจำกัดของเอสเอ็มอี ด้วยการ ควักเงินสมทบให้อีก 50% ที่เหลือ ส่งผลให้เอสเอ็มอีในซัพพลายเชนแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลยในการปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานกรีน และเมื่อปรับตัวสำเร็จ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ยอดขายและออเดอร์จากรายใหญ่พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะตอบโจทย์คู่ค้าต่างประเทศ ซึ่งจุดนี้เองที่ช่วยเปลี่ยนความเชื่อเดิม ๆ ของเอสเอ็มอี ให้หันมามองเห็นประโยชน์และโอกาสในอนาคต
“ปัจจุบัน สสว.และหน่วยงานรัฐได้พัฒนาแพลตฟอร์มกลาง ให้เอสเอ็มอีเข้าถึงมาตรฐานสิ่งแวดล้อมได้เอง ตัวอย่าง เช่น กรีน โฮเทล(หรือโรงแรมสีเขียว โดยปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ในฝั่งยุโรปหรือ มีทัศนคติที่พร้อมจะยอมจ่ายแพงขึ้น หากบริการนั้นตอบโจทย์รักษ์โลกอย่างแท้จริง การที่ภาครัฐเข้าไปช่วยลดต้นทุนในการขอใบรับรองมาตรฐาน ต่าง ๆ ให้กับโรงแรมขนาดเล็ก จึงเป็นการติดอาวุธให้เอสเอ็มอีสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงเข้ามาได้ทันที โดยเปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่มองว่าความยั่งยืนคือ ภาระและต้นทุน ให้กลายเป็น เครื่องมือสร้างรายได้และกำไรที่ยั่งยืน ในระยะยาว”

นายวรพจน์ กล่าวต่อว่า เอสเอ็มอี ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่จำนวนผู้ประกอบการมีจำนวนมาก การช่วยเหลืออาจทำได้ไม่หมด แต่รัฐพยายามให้คำแนะนำแนวทาง และ หาเครื่องมือช่วยผู้ประกอบการทรานฟอร์มให้ได้ เช่น เรื่อง เงินกองทุน ช่วยผู้ประกอบการที่ไม่พร้อม แต่อยากทำ แต่เงินกองทุน อาจจะไม่มากพอ ซึ่งทาง สสว. พยายามทำ คือให้เกิด เคสฮีโร่ ที่ประสบความสำเร็จ แล้วเมื่อมีคนเห็นแล้วจะทำตาม แต่ต้องช่วยให้เอสเอ็มอีคิดนอกกรอบด้วย เรื่อง ESG ทุกคนเห็นว่า ต้องไปทางนั้น แต่มีเอสเอ็มอีบางกลุ่มพร้อมแต่ใจไม่กล้า ว่าจะเมื่อลงทุนแล้วจะได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า หรือไม่ สสว. ได้ เข้ามาสนับสนุน รายเล็ก บางรายสนับสนุนถึง 80%
“เรื่องความยั่งยืน ถ้าไม่มีสงคราม หรือเรื่องทรัมป์ อาจไปได้เร็วกว่านี้ ในอีก 5 ปีข้างหน้า เอสเอ็มอี ต้องเตรียมรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เปลี่ยน คนเกิดน้อยลง คนสูงอายุมากขึ้น แรงงานในอนาคตจะหาได้หรือไม่ เรื่องผลิตภาพของไทยก็ลดลงทุกปี ไทยจะแข่งกับประเทศอื่นๆได้หรือไม่ และผู้ประกอบการต้องหาสินค้าใหม่ๆ เพื่อให้แข่งขันได้ในระยะยาว”

สุดท้าย นายวรพจน์ กล่าวว่า ในมิติผู้ประกอบการเอสสเอ็มอี ต้องปรับรูปแบบทางธุรกิจ สิ่งที่ต้องทำ คือ ก้าวข้าม เรียนรู้ใหม่ ตอบโจทย์โลกใหม่ ถ้าทำแบบเดิมก็จะได้แบบเดิม โลกใหม่ จะมีอะไรใหม่ๆที่สามารถโตได้ ทาง สสว. พร้อมช่วย และมีเครื่องมือให้ผู้ประกอบการทรานฟอร์ม แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาน้อยมาก อาจจะกลัวภาครัฐการ ติดต่อมีขั้นตอนยุ่งยาก จึงขอให้อย่ากลัว ภาครัฐพร้อมสนับสนุน มีเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อให้ธุรกิจเอสเอ็มอี สามารถไปต่อได้ โดยสามรถติดต่อ สสว. ได้เลย



