เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นายสมบัติ บุญงามอนงค์” หรือ “บก.ลายจุด” ได้ออกมาโพสต์ข้อความวิเคราะห์ขนาดของทีมดับไฟมีผลต่อพฤติกรรมการใช้ไฟชนไฟได้อย่างไรลงเฟซบุ๊ก “สมบัติ บุญงามอนงค์” โดยชี้ว่าเมื่อทีมดับไฟเผชิญหน้ากับพื้นที่เผาไฟที่กว้าง แม้เครื่องมือจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าในอดีต แต่ถ้าจำนวนบุคลากรมีน้อย ทางเลือกหนึ่งที่ถูกเลือกมาใช้คือการใช้ไฟชนไฟ เพราะนอกจากทำให้เสียพื้นที่ป่าแล้ว ยังอาจทำให้ทิศทางไฟผิดพลาด กลายเป็นต้นเหตุให้เกิดไฟใหญ่โดยไม่ตั้งใจ

โดย สมบัติ ระบุข้อความว่า “ไฟชนไฟ ขนาดของทีมดับไฟมีผลต่อพฤติกรรมการใช้ไฟชนไฟได้อย่างไร ไฟป่ามีพฤติกรรมที่ชัดเจนคือสามารถขยายตัวไปได้ทุกทิศทาง และหากมีลมและมีเชื้อเพลิงที่แห้งจะทำให้การขยายตัวของไฟรวดเร็ว รวมถึงทิศทางไฟที่เป็นไฟขาขึ้น (ขึ้นดอย) อาจจะขยายตัวได้เร็วกว่าการเดินของมนุษย์ในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น เมื่อทีมดับไฟเผชิญหน้ากับพื้นที่เผาไฟที่กว้าง แม้เครื่องมือจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าในอดีต แต่ถ้าจำนวนบุคลากรมีน้อย ทางเลือกหนึ่งที่ถูกเลือกมาใช้คือการใช้ไฟชนไฟ”
อีกทั้ง “ไฟชนไฟเป็นการจุดไฟเพื่อให้ทิศทางไฟวิ่งเข้าหากัน เมื่อไฟชนกันไฟจะดับลงเพราะเชื้อเพลิงถูกเผาไหม้หมด ปัญหาคือ การใช้ไฟชนไฟจะต้องทำอย่างระมัดระวัง จะต้องมั่นใจว่าไม่มีคนอยู่ในทิศทางที่ไฟวิ่งไปหา เพราะมักพบว่าอาจมีคนกำลังดับไฟอยู่บริเวณนั้น แล้วมีไฟอีกก้อนหนึ่งวิ่งประกบเข้าหา จะทำให้เกิดสถานการณ์ไฟล้อม ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง สิ่งนี้มักเกิดขึ้นโดยที่ขาดการติดต่อกัน ด้วยข้อจำกัดว่ามาจากคนละทีมหรือขาดวิทยุสื่อสาร”
อย่างไรก็ตาม “ปัญหาต่อไปคือ การใช้ไฟชนไฟจะต้องทำในระยะที่สายตามองเห็น ไม่ควรไกลเกินไป เพราะนอกจากทำให้เสียพื้นที่ป่าแล้ว ยังอาจทำให้ทิศทางไฟผิดพลาด กลายเป็นต้นเหตุให้เกิดไฟใหญ่โดยไม่ตั้งใจ เนื่องจากพฤติกรรมของลมในป่ามีโอกาสผันผวนเปลี่ยนทิศทาง อันเนื่องมาจากภูมิประเทศ (หุบเขา)และความร้อนของไฟทำให้เกิดอากาศยกตัวสูงและแรง ไฟที่ถูกจุดขึ้นใหม่อาจไม่ได้เดินทางไปในทิศทางที่ไฟป่าอยู่ก่อน ด้วยเหตุนี้ด้วยประการหนึ่ง จึงควรพิจารณาเพิ่มขนาดของทีมดับไฟภาครัฐให้มีขนาดที่เหมาะสม ปัจจุบัน 1 ทีมมีประมาณ 10 คน และขึ้นดับไฟจริงๆ ประมาณ 7 คน ทำให้เมื่อเจอไฟ จะใช้การเป่าไม้ใบทำแนวกันไฟไว้ และใช้ไฟชนไฟในกรณีที่ต้องการเร่งให้งานจบไว”
ขอบคุณข้อมูล : สมบัติ บุญงามอนงค์



