เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้ X (ทวิตเตอร์เก่า) จำนวนมาก ได้ออกมาโพสต์ถึงสถานการณ์ฝุ่นควันโดยเผยว่าปัญหามลพิษในพื้นที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ชาวเน็ตบางรายมองว่าปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรง และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน มีผู้ใช้ทวิตเตอร์อีกคนโพสต์ภาพเปรียบเทียบสภาพอากาศในตัวเมืองเชียงใหม่ช่วงเวลาเช้า โดยระบุว่าเป็นภาพเมื่อเวลาประมาณ 09.40 น. พร้อมติดแฮชแท็ก “#ฝุ่น” ซึ่งภาพแสดงให้เห็นว่าหมอกควันและฝุ่นละอองเสี่ยงต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง อีกทั้ง ยังมีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายอื่นเผยอีกว่า “เรื่องฝุ่นเชียงใหม่ สารพิษเชียงรายเรื่องมันใหญ่กว่าอำนาจจังหวัด รัฐบาลถ้ามันสนใจมันทำตั้งแต่ก่อนหน้าแล้ว”

นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Wan Wiriya” ได้ออกมาโพสต์ถึงผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ต่อร่างกาย อาทิ การเข้าสู่กระแสเลือด และความเสี่ยงต่อระบบทางเดินหายใจ พร้อมแนะนำแนวทางป้องกันเบื้องต้น อาทิ การใช้เครื่องฟอกอากาศ การสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น และการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ

โดยเจ้าของโพสต์ อธิบายว่า “นี่คือผลลัพธ์ ของการสูดดมฝุ่น PM2.5 ในปริมาณที่ภาครัฐบอกว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ สำหรับใคร ฝุ่น PM2.5 ที่เราหายใจเข้าไป ไม่ได้อยู่แค่ในปอด แต่มีขนาดเล็กพอที่จะซึมเข้ากระแสเลือด และทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย​ภาพเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่เลือดกำเดาไหล ไม่ใช่แค่เรื่อง “จมูกแห้ง” แต่คือสัญญาณเตือนว่าระบบร่างกายกำลังถูกโจมตีอย่างหนัก”

​อีกทั้ง “คำถามถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ เราต้องรอให้เด็กกี่คนเลือดไหล หรือต้องรอให้มีใครเสียชีวิตก่อน มาตรการเชิงรุกที่ “ทันเวลา” ถึงจะถูกนำมาใช้ ​มาตรฐานค่าฝุ่นที่ปลอดภัยของไทย สอดคล้องกับคำแนะนำใหม่ของ WHO แล้วหรือยัง ถ้ายังทำไมเราถึงยอมให้ประชาชนเสี่ยง ถึงเวลาที่ภาครัฐต้อง “หยุดแก้ปัญหาด้วยการขอความร่วมมือ” และ “เริ่มบังคับใช้กฎหมายกับต้นตอ” อย่างจริงจังครับ ​อากาศสะอาดไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ มันสูงมาห้าวันแล้วนะครับอ้างแต่เครื่องมือ ลดความรุนแรงไม่ให้เกิดเลือดกำเดา”

“สร้างพื้นที่ปลอดภัย” (Clean Room) คือ ปิดบ้านให้มิดชิด ใช้เครื่องฟอกอากาศที่ขนาดเหมาะสมกับห้อง และต้องเปลี่ยนฟิลเตอร์ตามระยะเวลา เพราะฝุ่นที่อุดตันจะทำให้เครื่องทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ใช้เครื่องทำความชื้น (Humidifier): ฝุ่นมักมาพร้อมกับอากาศแห้ง ซึ่งเป็นตัวการหลักที่ทำให้เส้นเลือดฝอยในจมูกเปราะและแตกง่าย การรักษาความชื้นในห้องให้อยู่ที่ประมาณ 40-60% จะช่วยได้มากครับ”

​อีกทั้ง “ดูแลเยื่อบุจมูกโดยตรง ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ (Nasal Irrigation): เพื่อล้างอนุภาคฝุ่น PM2.5 และสารก่อภูมิแพ้ที่ค้างอยู่ในโพรงจมูกออก ลดการอักเสบเรื้อรัง ทาVaseline ใช้คอตตอนบัดแตะวาสลีนบางๆ ย้ำเบาๆ ทาเคลือบด้านในรูจมูก (บริเวณผนังกั้นจมูก) เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เยื่อบุแห้งจนแตก และการป้องกันเมื่อต้องออกข้างนอก โดยหน้ากาก N95 KN95 KF94 หน้ากากอนามัยทั่วไปกันฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดการระคายเคืองลึกถึงเส้นเลือดฝอยไม่ได้ ต้องใช้ N95 KN95 KF94 ที่แนบชิดใบหน้าสนิทจริงๆ และดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ เพื่อให้ร่างกายรักษาความชุ่มชื้นของเนื้อเยื่อจากภายใน”

อย่างไรก็ตาม “สังเกตสัญญาณเตือน หากเริ่มมีอาการ คันจมูกบ่อย, จามติดๆ กัน หรือมีน้ำมูกปนเลือดจางๆ นั่นคือสัญญาณว่าเส้นเลือดฝอยเริ่มอักเสบแล้ว ให้รีบเข้าพื้นที่สะอาดและทำตามข้อ 2 ทันที”

ทั้งนี้ สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ภาคเหนือยังคงเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในโลกออนไลน์ ท่ามกลางความกังวลของประชาชนต่อผลกระทบด้านสุขภาพอีกด้วย..

ขอบคุณข้อมูล : ผู้ใช้ทวิตเตอร์ และ Wan Wiriya