ความต้องการแรงงานเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ยังเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ล่าสุดการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ปั้นแรงงานฝีมือคุณภาพสูง ตอบโจมย์ความต้องการผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เป็นแรงขับเคลื่อน ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของนิคมอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ระบุว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผนึกกำลังภายใต้ความร่วมมือทวิภาคี เพื่อยกระดับกำลังคนอาชีวศึกษาให้เป็น “ฟันเฟืองหลัก” ที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดย กนอ. ตระหนักดีว่าในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “กำลังคน” คือหัวใจสำคัญที่สุดของการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่ง กนอ.มุ่งหวังเห็นการพัฒนาผ่านหัวใจสำคัญ 3 ด้าน คือ

1. การปรับปรุงหลักสูตร ให้เท่าทันต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป
2. การส่งเสริมระบบทวิภาคี ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติและฝึกฝนทักษะจริงในสถานประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างแท้จริง
3. การพัฒนาศักยภาพของครูและบุคลากร ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ เพื่อส่งต่อความรู้ที่ทันสมัยไปยังคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน
“กนอ. ได้ดำเนินการจัดตั้ง IEAT Academy หรือสถาบันวิทยาการอุตสาหกรรม กนอ. ขึ้น เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ โดยเรามุ่งเน้นการสร้างทักษะใหม่ การยกระดับทักษะเดิม และการพัฒนาทักษะเชิงลึก เพื่อรองรับระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ (New Industrial Ecosystem) ที่เน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยในความร่วมมือครั้งนี้ กนอ. จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อหลอมรวมวิสัยทัศน์และทรัพยากรเข้าด้วยกัน”

นายยศพล เวโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ขยายความว่า ปัจจุบันโลกการทำงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความรู้ในตำราเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไปซึ่ง “กำลังคนที่มีคุณภาพ” ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงมีนโยบายยกระดับกำลังคนด้วยการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการเรียนการสอนร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่กำหนดสมรรถนะของผู้สำเร็จการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการฝึกฝนทักษะจากเครื่องจักรและเทคโนโลยีจริงในสถานประกอบการ
อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งด้านการผลิตและด้านการบริการของประเทศ และทำให้นายจ้างได้คัดเลือกกำลังคนที่มีคุณภาพล่วงหน้า ลดต้นทุนการสรรหา และได้บุคลากรที่พร้อมใช้งานทันทีเมื่อจบการศึกษา โดยเล็งเห็นความสำคัญของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งจะสามารถสร้างและส่งเสริมให้มีภาคีเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาคุณภาพสูงอย่างเข้มแข็ง
ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงจุดเริ่มต้นแต่จะเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาไทยและเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมั่นคง และยั่งยืน จะเป็นการยกระดับผลิตและพัฒนากำลังคนในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งด้านการผลิตและด้านการบริการของประเทศ ยกระดับอาชีวศึกษาให้มีสมรรถนะสูง มีคุณภาพ มุ่งสู่มาตรฐานสากล โดยยึดเป้าหมายในการผลิตกำลังคนให้ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เชื่อมโยงให้ นักเรียน นักศึกษา ได้รับการพัฒนาภายใต้สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ ที่เท่าทันเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีมาตรฐาน ได้รับการรับรองมาตรฐาน อันจะเป็นใบนำทางที่จะประกอบอาชีพทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงเป็นสิ่งที่ดีที่ได้ดำเนินการร่วมกันต่อยอดไปสู่ความสำเร็จของผู้เรียน จบแล้วมีงานทำทันที มีรายได้สูง
การลงนาม MOU ในครั้งนี้ มีเจตนารมณ์ร่วมกันในการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และมีสมรรถนะสูง สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ โดย กนอ. และ สอศ. จะร่วมกันสนับสนุนทรัพยากร ทั้งในด้านบุคลากร สถานที่ และเครื่องมืออุปกรณ์ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยบันทึกความเข้าใจ (MOU) ดังกล่าว มีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือรวม 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป โดยสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ ทั้งสองหน่วยงานมีเจตนารมณ์ร่วมกันในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private-Partnership: PPP) เพื่อยกระดับขีดความสามารถของกำลังคนอาชีวศึกษาให้เป็นสมรรถนะสูง สอดรับกับความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต
สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากการผนึกความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงาน ในเชิงเศรษฐกิจ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ของภาคอุตสาหกรรมไทย และเสริมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน จากทั้งในและต่างประเทศ เชิงสังคม สร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบการศึกษาทางวิชาชีพ ส่งเสริมการมีงานทำและยกระดับคุณภาพชีวิตของนักศึกษาอาชีวะผ่านรายได้ที่สอดคล้องกับสมรรถนะจริง และเชิงยุทธศาสตร์ เป็นการวางรากฐานการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Industry 4.0 อย่างยั่งยืน



