เมื่อวันที่ 30 มี.ค.รายการโหนกระแสวันนี้ พูดคุยสองสามีภรรยาเจ้าของโต๊ะสนุกเกอร์ในพื้นที่ธัญบุรี จ. ปทุมธานี เข้าร้องเรียนกับเพจสายไหมต้องรอด ระบุว่าถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ที่อ้างตัวเป็นตำรวจบุกค้นบ้านและรีดไถทรัพย์สินไป เป็นทองคำรูปพรรณ น้ำหนัก 2 บาท
คุณแก้ว ผู้เสียหาย เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่่านมา เวลาประมาณ 7.30 น. ขณะที่ทั้งคู่อยู่ในบ้านพักพร้อมกับลูก อายุ 13 ปี และ 5 ขวบ มีรถเก๋งสีขาวและรถตู้ตำรวจเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน กลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 8-9 คน ได้ลงจากรถและงัดประตูรั้วเข้าบ้านโดยไม่มีการเรียกหรือขออนุญาต
เมื่อเข้าถึงตัวบ้าน กลุ่มชายดังกล่าวพยายามงัดประตูหน้าบ้านแต่ไม่สำเร็จ จึงเดินอ้อมไปเคาะหน้าต่างห้องนอนลูกสาว และบอกกับลูกสาวตนว่า “ไปเรียกพ่อแม่มึงออกมา”
เมื่อตนเดินออกมาก็มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้ชูกระดาษสีขาวที่อ้างว่าเป็นหมายค้น แต่ไม่ได้ส่งให้ตรวจสอบรายละเอียด โดยอ้างเพียงว่าเป็นหมายตรวจค้นบ้านเลขที่ดังกล่าว จากนั้นก็บุกเข้าไปในห้องนอนขณะที่ลูกคนเล็กยังหลับอยู่ พร้อมยึดโทรศัพท์มือถือของทั้งคู่ไป และบังคับขอรหัสผ่านเพื่อเข้าตรวจสอบข้อมูลส่วนตัว
จากการตรวจค้นทั่วทั้งบ้านไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จนกระทั่งไปพบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งในลิ้นชักตู้เสื้อผ้า ซึ่งเป็นสมุดจดบันทึกรายชื่อคนใกล้บ้านที่มาหยิบยืมเงินหลัก 1,000 ถึง 5,000 บาท โดยมีข้อตกลงเป็นการผ่อนชำระคืนรายงวดตามความสมัครใจของผู้กู้

เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ใช้สมุดบันทึกดังกล่าวเป็นหลักฐานแจ้งว่า ทั้งคู่กระทำผิดกฎหมายฐานปล่อยเงินกู้โดยไม่ได้รับอนุญาต และข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีถึงขั้นยึดทรัพย์สินทั้งหมด จากนั้นได้บังคับให้ทั้งคู่ขึ้นรถตู้ไปที่โรงพัก โดยปล่อยให้ลูกทั้งสองคนอยู่บ้านกันเองตามลำพัง
เมื่อถึงโรงพัก เจ้าหน้าที่ได้นำเอกสารมาบังคับให้เซ็นรับสารภาพ และมีการเจรจาเรียกเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัวกลับบ้านและไม่ดำเนินคดี ในระหว่างการเจรจามีการพูดจาข่มขู่ว่า หากไม่หาเงินมาจ่าย จะไม่ได้กลับไปเห็นหน้าลูกและลูกจะไม่มีคนดูแล ไม่เป็นห่วงลูกเหรอ แม้เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบในแอปฯ ธนาคารของผู้เสียหายแล้วพบว่ามีเงินติดบัญชีเพียงหมื่นกว่าบาทและหลักร้อยบาท แต่ยังคงยืนยันเรียกรับเงิน บอกให้ไปหาหยิบยืมคนอื่นมา
ในช่วงบ่าย เจ้าหน้าที่ได้เสนอโปรโมชัน ลดจาก 200,000 เหลือ 100,000 บาท โดยให้เวลาหาเงินภายใน 10 นาทีสุดท้ายก่อนบ่ายสาม ซึ่งเป็นเวลาที่จะนำตัวไปฝากขัง คุณแก้วจึงตัดสินใจยอมรับ และบอกว่าให้พาไปที่บ้าน ที่บ้านมีทองอยู่ 2 บาท หัวหน้าชุดซึ่งระบุว่าเป็นระดับ ‘สารวัตร’ ได้ตกลงรับข้อเสนอนี้
ตำรวจ 4 นาย ได้พาสองสามีภรรยานั่งรถกระบะอีกคันกลับมาที่หน้าปากซอยบ้าน และสั่งให้โทรศัพท์ตามลูกสาวให้นำกล่องทองออกมาส่งให้ที่รถ เมื่อลูกสาวนำทองมาส่งให้ ก็มีคนรับทองไปตรวจสอบเพื่อยืนยันว่าเป็นทองแท้ เมื่อตรวจสอบจนมั่นใจก็ให้เงินสด 10,000 บาท กับคุณแก้ว โดยบอกว่าให้เก็บไว้เลี้ยงดูลูก ก่อนจะขับรถนำทั้งคู่ไปทิ้งไว้บริเวณป่าข้างทาง ห่างจากบ้านประมาณ 300 เมตร เพื่อให้เดินกลับบ้านเอง
เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้เสียหายเกิดความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยอย่างมาก จนต้องปิดร้าน อีกทั้งยังรุบว่าหมดตัว ไม่มีเงิน ทอง 2 บาทนั้นเป็นทรัพย์สินทั้งหมดที่มี ตอนแรกคุณแก้วเสนอว่าจะนำทองไปขาย เพื่อนำเงิน 100,000 มาให้ เพราะจะได้เหลือติดตัวไว้บ้าง แต่ชายกลุ่มนั้นไม่ยอม นำไปทั้งหมด และทอนกลับมาให้เพียง 10,000 บาท
ด้าน พล.ต.ต. พีรพล โชติกสถียร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ได้เปิดเผยว่า ตำรวจทั้ง 8 นาย ได้ไปขอหมายค้นจากศาลจริง โดยอ้างว่าได้รับการร้องเรียนเรื่องการปล่อยเงินกู้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดข้อร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ ท่านผู้การฯ ได้ออกคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงและสั่งให้ตำรวจทั้ง 8 นาย ย้ายไปช่วยราชการที่ ศปก.ภ.จว.ปทุมธานี ทันที
พร้อมทั้งยืนยันว่า จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง หลังจบรายการ ขอให้ผู้เสียหายไปชี้ตัวว่าใครมีพฤติการณ์อย่างไร ใครทำหน้าที่อะไร หากพบว่ากระทำผิดจริง ต้องคดีอาญา ก็สามารถให้ออกได้ทันที

นอกจากนี้ ผู้เสียหายยังได้เผยว่า ก่อนที่จะเดินทางมาขอความช่วยเหลือจากเพจสายไหมต้องรอด ได้เดินทางไปร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดปทุมธานีมาก่อน โดยในวันนั้นมีเจ้าหน้าที่เป็นชาย 1 คน และหญิง 2 คน เข้ามาสอบถามเรื่องราว เมื่อผู้เสียหายเล่าว่าถูกตำรวจในจังหวัดปทุมธานีรีดไถและตบทรัพย์ เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมกลับบอกว่า หากรับเรื่องไว้ก็ต้องส่งเรื่องไปให้ทางตำรวจปทุมธานี คิดหรือว่าตำรวจจะเอาผิดตัวเอง ก่อนจะให้ผู้เสียหายกลับบ้านโดยที่ไม่ได้ให้เขียนคำร้องหรือเซ็นเอกสารใด ๆ ทั้งสิ้น
ต่อมา รายการได้พยายามติดต่อไปที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดปทุมธานี ผอ. ชี้แจงว่า ได้รับรายงานจากลูกน้องว่าไม่ได้มีการปฏิเสธการรับเรื่อง แต่เป็นการสื่อสารคลาดเคลื่อนที่อาจทำให้น้องเข้าใจผิด โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่เพียงแต่แนะนำให้ไปรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมอย่าง เช่นภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อความสมบูรณ์ของเอกสารก่อนส่งเรื่องต่อ ยินดีจะรับเรื่อง ขอให้กลับมาอีกครั้ง
ด้าน ‘เอกภพ สายไหมต้องรอด’ เขามองว่าพฤติกรรมของตำรวจนั้นอุกอาจ สำหรับประเด็นเรื่องเงินกู้ ตนมองว่าเป็นเพียงวิถีชุมชนที่คนในพื้นที่หยิบยืมเงินกันในจำนวนไม่มาก เพื่อใช้จ่ายในยามจำเป็น เช่น ค่าเทอมหรือชุดนักเรียน ซึ่งไม่ใช่กลุ่มเงินกู้โหดแบบหมวกกันน็อกที่ใช้ความรุนแรง เพราะชาวบ้านไปกู้ะนาคารไม่ได้
และศูนย์ดำรงธรรมควรเป็นที่พึ่งของประชาชน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ทำให้ชาวบ้านหมดหวังจนต้องดิ้นรนไปหาคนอื่นให้ช่วยแทน เจ้าหน้าที่ควรให้ผู้เสียหายเขียนคำร้องไว้ก่อนตั้งแต่แรก แล้วค่อยติดตามหลักฐานภายหลังก็ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เดินทางมาไกลแล้วไล่กลับไปเพียงเพราะเอกสารไม่ครบ

ด้านทนายสายหยุดได้ให้ความเห็นในเชิงกฎหมายว่า การจับกุมในฐานความผิดปล่อยเงินกู้ต้องเป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้าต่อเจ้าพนักงานเท่านั้น การกระทำของตำรวจกลุ่มนี้เข้าข่ายความผิดหลายฐาน ทั้งการหน่วงเหนี่ยวกักขัง การรีดเอาทรัพย์ และอาจรวมถึง พ.ร.บ. ทรมานและอุ้มหาย โดยเฉพาะความผิดฐานเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ตามมาตรา 149 นั้นมีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต
ยอดเงินกู้ในสมุดมีจำนวนน้อยมาก ประมาณ 5-6 ราย รายละนิดละหน่อย ยอดรวมกันยังไม่ถึง 30,000 บาทเลย ซึ่งพูดตามหลักความจริงเรามีแบบนี้ทุกชุมชน แม้ในโรงพักเอง ตำรวจ เมียตำรวจก็หยิบยืมกัน
และกรณีนี้ยังไม่มีผู้กู้คนใดมาร้องทุกข์ว่าถูกข่มขู่หรือเรียกเก็บดอกเบี้ยโหด ดังนั้นตำรวจจึงไม่มีอำนาจที่จะไปดำเนินการในลักษณะดังกล่าว หรือหากมีการร้องเรียนจริง ก็ให้ระบุมาให้ชัด ไม่ใช่จะอ้างว่าไม่ระบุชื่อ และเมื่อได้รับการร้องเรียน เจ้าหน้าที่ต้องลงพื้นที่หาข่าวเองด้วย
สุดท้ายหากเขาทำผิด ก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย เงินเท่านี้ปรับไม่มาก ไม่ใช่ว่าตำรวจจะไปทำแบบนี้ได้



