เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 69 ฉก.ไชยานุภาพ จัดเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการดับไฟป่า ร่วมกับผู้นำหมู่บ้านผู้นำชุมชนบ้านแม่กอน เข้าทำการดับไฟป่าในพื้นที่ และร่วมกันจัดทำแนวกันไฟ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อป้องกันการลุกลามของไฟป่า ณ บริเวณป่าชุมชน บ้านแม่กอน ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ สามารถควบคุมไฟป่าไว้ได้ ตรวจพบพื้นที่ป่าเสียหายประมาณ 2 ไร่

ด้าน การณิค จันทดา สส.พรรคประชาชน เขต 2 เชียงใหม่ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่อง “ฝุ่นพิษล้อมเมือง ลมหายใจคนเหนือกำลังหมด การประกาศภัยพิบัติก็ยังไม่มา” เด็กป่วย คนแก่ทรุด แต่คำสั่งฉุกเฉินยังเงียบ

จังหวัดเชียงใหม่ และกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติจากมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่มีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐานในระดับอันตรายอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมชั่วคราว แต่ได้ทวีความรุนแรงจนกลายเป็น “ภัยพิบัติทางสาธารณสุข” ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชนในระยะยาวอย่างเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่ครีมเป็นห่วงในประเด็นด้านสาธารณสุข คือ ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อระบบสาธารณสุข การสะสมของมลพิษในร่างกายจากการสูดดมเป็นเวลานาน ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคอุบัติใหม่และโรคเรื้อรังในระบบทางเดินหายใจรวมถึงโรคหลอดเลือดและหัวใจ

ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ “ภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์” ที่ต้องแบกรับจำนวนผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นจนเกินขีดความสามารถในการรองรับ (Healthcare Overload) หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ จะนำไปสู่ภาวะถดถอยของประสิทธิภาพในการให้บริการสาธารณสุขในภาพรวม

ข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการงบประมาณ แม้สถานการณ์จะเข้าขั้นวิกฤต แต่การที่ส่วนราชการยังคงไม่ “ประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน” ส่งผลให้เกิดอุปสรรคสำคัญในการบังคับใช้ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ทำให้จังหวัดขาดอำนาจเต็มในการบริหารจัดการงบประมาณเชิงรุกเพื่อ:

มาตรการระงับเหตุ: สนับสนุนค่าตอบแทนกำลังพล (อาสาสมัคร/เจ้าหน้าที่หน้างาน) และค่าเชื้อเพลิงในการปฏิบัติการควบคุมไฟป่าอย่างเต็มรูปแบบ

มาตรการบรรเทาทุกข์: การจัดตั้งสถานปฏิบัติการปลอดฝุ่น (Clean Room) และการกระจายอุปกรณ์ป้องกันทางชีวภาพ (หน้ากากอนามัยมาตรฐาน N95) ให้แก่กลุ่มเปราะบาง (Sensitive Groups)เพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยรุนแรง

การยับยั้งวิกฤติไฟป่าและฝุ่นควัน ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ จำเป็นต้องอาศัย #อำนาจการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เด็ดขาด จาก #ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บริหารระดับสูง มากกว่าเพียงการปฏิบัติภารกิจเชิงพิธีการหรือการออกตรวจเยี่ยมในรูปแบบเดิมๆ

ในห้วงเวลาที่ประชาชนกำลังขาดแคลนอากาศสะอาดและบุคลากรทางการแพทย์กำลังรับภาระหนักจนเกินขีดจำกัด สิ่งที่พื้นที่ต้องการคือ ‘ผู้นำวิกฤติ’ ที่กล้าใช้อำนาจตามกฎหมายในการประกาศเขตภัยพิบัติ เพื่อปลดล็อกงบประมาณ และทรัพยากรลงสู่หน้างานอย่างแท้จริง

การรักษาภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยว ไม่ควรมีความสำคัญเหนือไปกว่าการรักษาชีวิต และลมหายใจของประชาชน เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปอดของเด็ก และกลุ่มเปราะบางในวันนี้ คือ #ความเสียหายที่ไม่อาจฟื้นฟูได้ (Irreversible Damage) และจะกลายเป็นตราบาปในระบบสาธารณสุขไทยไปอีกยาวนาน