เมื่อวันที่ 31 มี.ค.  รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. เผยในการประชุมวิชาการครบ 1 ปี แผ่นดินไหว 28 มี.ค. 68 บทเรียนและอนาคตความปลอดภัยสำหรับประเทศไทย หัวข้อ  Damage and Need Assessment ซึ่งศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) จัดขึ้น พร้อมระบุ  ในส่วน กทม.ที่เป็นแอ่งดินอ่อนมีการทบทวนทั้งอาคารเก่าและใหม่ให้ปลอดภัยมากขึ้น โดยอาศัยข้อมูลและความรู้ใหม่ ๆ จากฝ่ายวิชาการ

รวมถึงเครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ ที่นำมาติดใน รพ.สังกัด กทม. ซึ่งภายใน เม.ย.นี้จะติดครบทุกแห่ง รวมถึงการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนรู้ก่อน (RUGON) นวัตกรรมเตือนล่วงหน้า 3-5 นาที นำร่อง รร.สังกัด กทม.

รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเพิ่มว่า หลังเกิดเหตุ กทม.ใช้แพลตฟอร์มทราฟฟี่ ฟองดูว์ มาเป็นตัวช่วยลดข้อกังวลการเข้าพักอาศัยในบ้านเมื่อพบรอยร้าว โดยให้ถ่ายภาพส่งและมีเจ้าหน้าที่ตอบกลับ ทำให้มั่นใจในการกลับเข้าไปอยู่ ส่วนจุดที่ประเมินเป็นสีแดงเข้าพักไม่ได้ก็ประสานเอกชนจัดหาห้องพักชั่วคราวให้ 2 เดือน ระหว่างรอการซ่อมแซม

ด้านดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง  ผอ.สำนักงานวิจัยแห่งชาติ เผยว่า ต้องการเห็นภาพในเชิงวิชาการและการใช้ข้อมูลจากชุดความรู้ในการสร้างความเข้าใจโดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างและมีประเด็นที่หลายส่วนอยากจะรับฟัง ซึ่ง วช.เร่งสื่อสารความเข้าใจเรื่องแผ่นดินไหวกับสังคม และสนับสนุนงานวิจัยเชิงลึกและพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อรับมือกับอนาคต

ขณะที่ ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย  ผอ.ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ เผยว่า ผ่านไปครบปีทีมนักวิจัยของศูนย์ฯ ทำงานกันหนักมากเพื่อพยายามเรียนรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และในวันนี้มีโอกาสนำมาถ่ายทอดว่าได้เรียนรู้อะไรแล้วบ้าง โดยมีทั้งแหล่งกำเนิด เช่น รอยเลื่อนสะกายที่เมียนมา จะมีโอกาสเกิดขึ้นในเร็ววันหรือไม่ เรื่องแอ่งดินอ่อนใน กทม.ที่ขยายความรุนแรงขึ้นมา 3-6 เท่า การต้องไปปรับปรุงมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวกันใหม่หรือไม่ การจะทำให้อาคารที่มีอยู่จำนวนมากและอาคารที่กำลังสร้างใหม่ทนแรงแผ่นดินไหวได้ดีขึ้น.