เมื่อวันที่ 31 มี.ค. พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เกณฑ์ทหารกลับมาอีกแล้ว หลายนโยบายที่รัฐบาลภูมิใจไทยต้องตอบให้ชัด เอาให้เคลียร์ เพื่อพี่น้องทหารเกณฑ์ที่ทำหน้าที่เสมือนรั้วของชาติ และแล้วปี 2569 ก็เป็นอีกปีหนึ่งที่ชายไทยจำนวนมาก ยังคงต้องจากบ้านจากครอบครัว ทิ้งการงานอาชีพเพื่อไปเป็นทหารเกณฑ์แบบบังคับ และยังคงมีแนวโน้มต้องเผชิญการละเมิดทุกรูปแบบ รวมทั้งที่สามารถถึงแก่ความตายได้ในค่ายทหาร ตามข่าวที่ออกมาทุกปี
ทั้งที่สถานการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อปีที่แล้วควรจะเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าระบบทหารเกณฑ์ที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ไม่ใช่คำตอบในการตอบโจทย์ภัยความมั่นคงสมัยใหม่ แต่คือความเชี่ยวชาญในทักษะการรบบวกกับเทคโนโลยีที่สูงกว่าต่างหาก ที่เป็นตัวชี้ขาดชัยชนะในสมรภูมิ
สำหรับรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น เราต่างได้เห็นนโยบายเรื่องนี้กันแล้วตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ว่าจะเปลี่ยนจากทหารเกณฑ์เป็นการเปิดรับทหารอาสา 100,000 อัตรา ประจำการ 4 ปี เงินเดือน 12,000 บาท แต่นโยบายของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยยังคงทิ้งคำถามในเชิงรายละเอียดอยู่หลายข้อที่ยังไม่มีคำตอบ ดังนี้ กำลังพลที่รับอยู่ที่ปีละเท่าไร เพิ่มกำลังพล 100,000 คนต่อปี รวม 4 ปี 400,000 คน หรือเพิ่มเฉลี่ยปีละ 25,000 คน รวม 4 ปี 100,000 คน สวัสดิการพลทหารจะได้รับการเพิ่มหรือปรับปรุงหรือไม่ ? การเพิ่มเงินเดือน 12,000 บาทเพียงพอจริงหรือ มีหลักประกันอะไรว่าเงินเดือนพลทหารจะไม่ละลายไปกับการถูก “หัก” เหมือนที่ผ่านมา
จะมีมาตรการอะไรในการป้องกันไม่ให้เกิดการซ้อมทรมานพลทหาร? มีข่าวทุกปีว่าทหารเกณฑ์ถูกซ้อมในค่าย เสียชีวิตและถูกจำหน่ายกันทุกปี จะป้องกันอย่างไร จะยกเลิกระบบพลทหารรับใช้หรือไม่? ชายไทยทุกคนที่เคยผ่านการเกณฑ์ทหารยืนยันข้อเท็จจริงตรงกันทั้งหมดว่าพลทหารถูกนำไปใช้ตัดหญ้า ขับรถ ซักผ้าในบ้านนายทหารเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ไม่ใช่ภารกิจหน้าที่ (แนวทางในการยกเลิกพลทหารรับใช้) ที่สำคัญที่สุด ชายแดนจะเข้มแข็งขึ้นได้อย่างไร? จะมีการฝึกทักษะการรบเพิ่มเติม จะมีการพัฒนาระบบบังคับบัญชาการรบ หรือจะมีการเพิ่มเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ให้กับพลทหารหรือไม่
ตั้งแต่วันที่ทุกพรรคการเมืองยังคงเกรงใจในอิทธิพลของกองทัพการเมืองและไม่กล้าพูดถึงนโยบายที่จะไปแตะระบบเกณฑ์ทหาร พรรคประชาชนตั้งแต่ยังเป็นอนาคตใหม่ ยืนยันในนโยบายยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร และปรับปรุงนโยบายของเราให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นมาโดยตลอด
ในโอกาสที่ฤดูเกณฑ์ทหารกำลังกลับมาเขย่าขวัญชายไทยที่อายุถึงเกณฑ์อีกครั้งในปี 2569 พรรคประชาชนขอย้ำจุดยืนนโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ ที่มีรายละเอียดครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด ไม่ว่าจะเป็น 1. ลดอัตราพลทหารเฉพาะส่วนงานธุรการ คงส่วนงานกำลังรบไว้ดังเดิม ผลคือการลดกำลังพลจาก 130,000 เหลือ 119,000 นาย 2. เปิดรับพลทหารอาสาอย่างน้อย 30,000 อัตราต่อปี เป็นทหารกองประจำการ 4 ปี ขอขยายเป็น 8 ปีได้ พลทหารที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น การขึ้นเงินเดือน ปีละ 3% เงินช่วยเหลือเมื่อครบสัญญา 4 ปี 120,020 บาท (เงินช่วยเหลือเมื่อสิ้นสุดสัญญา = เงินเดือนสุดท้าย x จำนวนปีที่ทำงาน x 2.5) 3. พลทหารทุกนายเดินทางเช้าไปเย็นกลับได้หลังพ้นระยะฝึกหนัก ไม่ต้องอยู่ประจำค่ายตลอดเวลา พร้อมจัดทำระบบ Clearing House ในการจัดสรรผู้สมัครเข้าเป็นทหารอาสาไปยังค่ายทหารต่างๆ ตามความประสงค์ของผู้สมัคร และสอดรับกับความต้องการพลทหารของค่ายต่างๆ ซึ่งจะช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพงานด้านความมั่นคง ลดปัญหายาเสพติดและภาวะซึมเศร้าในค่ายทหาร สลายระบบการโอนเงินเดือนหรือค่าประกอบเลี้ยงให้ผู้บังคับบัญชาเพื่อแลกกับการกลับบ้าน
4. เพิ่มเติมค่าตอบแทนให้พลทหารที่ประสงค์จะเลื่อนปลดประจำการเดือนละ 500 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้พลทหารที่มีประสบการณ์ปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพต่อไป 5. ทบทวนและปรับปรุงหลักสูตรการฝึกอบรมพลทหาร เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกเหล่าทัพจะมีความพร้อมด้านกำลังพลอย่างเหมาะสมและเพียงพอต่อภัยคุกคาม 6. เพิ่มสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย มีระบบพิทักษ์สิทธิ ห้ามทหารโดนซ่อม-ซ้อม ละเมิดทางร่างกายจิตใจ สร้าง career path และระบบฝึกสมรรถนะการรบอย่างมืออาชีพ
นโยบายยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารของพรรคประชาชนไม่มองกำลังพลเป็นเพียงแค่ตัวเลข ไม่ใช่การจัดการแบบโยกสลับตัวเลขแล้วจบ นโยบายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหารของพรรคประชาชนมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย มีระบบพิทักษ์สิทธิ ห้ามทหารโดนซ่อม-ซ้อม และละเมิดทางร่างกายจิตใจ ยกเลิกพลทหารรับใช้ เลือกค่ายที่ต้องการได้ด้วยตัวเอง ไปเช้าเย็นกลับได้ สร้าง career path และระบบฝึกสมรรถนะการรบอย่างมืออาชีพ
สถานการณ์ความมั่นคงที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าประเทศไทยต้องการทหารอาชีพที่มีสมรรถนะสูง มีทักษะการรบสูง มีเทคโนโลยีสูง มากกว่าการเกณฑ์ชายไทยแบบ random ให้จากบ้านจากครอบครัว ทิ้งการงานอาชีพไปรบแบบเน้นปริมาณเข้าว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทั้งคนไทย เศรษฐกิจไทย และความมั่นคงของประเทศ ในยามที่รูปแบบภัยความมั่นคงเปลี่ยนแปลงไป



