นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ทล. รอฟังนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย(Thailand Future Fund :TFF) เพื่อนำเงินมาใช้ในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ของ ทล. แทนการใช้งบประมาณของรัฐ โดยเร็วๆ นี้เตรียมประชุมหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) ซึ่งโครงการที่พร้อมมากที่สุดในเวลานี้ ได้แก่ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์) หมายเลข 8 หรือ M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ-ชะอำ ระยะ(เฟส) ที่ 1 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ ระยะทาง 61 กิโลเมตร(กม.) วงเงิน 54,562 ล้านบาท โดยอยู่ในขั้นตอนสอบถามความคิดเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณา

นายปิยพงษ์ กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลมีนโยบายให้ใช้ TFF สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการคือ นำร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)กำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์และสะพาน พ.ศ…… ที่ ทล. ได้จัดทำไว้แล้วเสร็จก่อนหน้านี้เมื่อปี 2562 มาทบทวนอีกครั้ง เพื่อให้เนื้อหาเป็นปัจจุบัน เพราะเวลาผ่านไป 6 ปีแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ก่อนเสนอ ครม. และเข้าสู่การพิจารณาในขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาต่อไป ทั้งนี้สาเหตุที่ต้องจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ เนื่องจาก พ.ร.บ.กำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์และสะพาน พ.ศ.2497 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถนำเงินกองทุนฯ ไประดมกองทุน TFF ได้ อีกทั้งสถานะของเงินกองทุนฯ ไม่ได้เป็นนิติบุคคลด้วย จึงไม่สามารถทำสัญญากับกองทุน TFF ได้

นายปิยพงษ์ กล่าวอีกว่า เดิม ทล. มีแผนจะแก้ไข พ.ร.บ.กำหนดค่าธรรมเนียมฯ ฉบับปัจจุบัน แต่จากการหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่าควรต้องร่างฉบับใหม่ อย่างไรก็ตามเนื่องจากที่ผ่านมามีการเปลี่ยนรัฐบาล จึงไม่ได้ดำเนินการต่อเนื่อง ดังนั้นจึงต้องนำมาปัดฝุ่นอีกครั้ง เพื่อให้สามารถนำเงินจากค่าธรรมเนียมฯ สามารถระดมทุนผ่านกองทุน TFF ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันกองทุนค่าธรรมเนียม มีเงินสะสมประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยมีรายได้ค่าผ่านทางของมอเตอร์หมายเลข 7 และหมายเลข 9 ปีละประมาณ 9 พันล้านบาท ขณะที่ต้องใช้สำหรับค่าบำรุงรักษามอเตอร์เวย์ประมาณปีละ 5 พันล้านบาท
ผู้สื่อข่าวถามว่า การปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับใหม่ จะส่งผลให้การดำเนินโครงการมอเตอร์เวย์ M8 ล่าช้าจากแผนงานเดิมหรือไม่ นายปิยพงษ์ กล่าวว่า ไม่กระทบกับแผนงาน ซึ่งหาก ครม. เห็นชอบโครงการฯ ก็จะเข้าสู่กระบวนการตามปกติในการเริ่มก่อสร้าง โดยจะต้องเร่งดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.)กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ใช้เวลาประมาณ 8 เดือน ซึ่งในระหว่างนี้ ทล. ก็จะปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่คู่ขนานกันไป คาดว่าจะแล้วเสร็จทันที่ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน มีผลบังคับใช้ และสามารถเริ่มก่อสร้างได้ทันตามแผนงานประมาณปี 2571.



