เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์และนโยบาย วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เปิดเผยว่า เราอาจจะไม่ได้แพ้เพราะเขาเก่ง…แต่แพ้เพราะเราเข้าใจผิดกันเอง
ในเคสของ ผู้กองโทนี่ และกันจอมพลัง ผู้เห็นเหตุการณ์จริง (eyewitness) จำเป็นต้องเข้าใจก่อนครับว่า การตัดสินเหตุการณ์ด้านความมั่นคงจากคลิปเพียงบางส่วน หรือจากเพจของผู้เล่าเรื่อง อาจนำไปสู่ข้อสรุปและกระแสสังคมกดแป้นคีย์บอร์ดที่คลาดเคลื่อน และอาจจะทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบกัมพูชาในการสู้รบแบบหลายมิติ (Hybrid Warfare)คือกำลังรบทหารหน้างาน ไซเบอร์ สนามข้อมูลข่าวสาร กฎหมายระหว่างประเทศ มนุษยธรรม และอื่น ๆ
ในระหว่างปี พ.ศ. 2555 – 2557 ผมได้รับโอกาสพิเศษเข้าไปรับการฝึกด้านยุทธศาสตร์จากผู้เชี่ยวชาญใน สำนักงานประเมินเชิงยุทธศาสตร์รวบยอด (Office of Net Assessment) ณ เพนตากอน และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ได้ค้นพบหลักคิดของคณะนายทหารจากคณะหัวหน้านายทหารระดับสูงสุดของ กองทัพสหรัฐอเมริกา (Joint Chiefs of Staff หรือ JCS) เพนตากอน กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ที่เราจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งลำดับเหตุการณ์ที่ครบถ้วน เจตนาและดุลกำลัง ซึ่งเป็นกรอบที่ผมจะใช้ในการวิเคราะห์เหตุการณ์ชายแดนครั้งนี้ครับ
ผมวิเคราะห์แบบนี้นะครับ 1) วิเคราะห์สถานการณ์ (Situation Analysis)
1.1 ฝ่ายเขมรเป็นฝ่ายที่
1.1.1 เริ่ม “แสดงอำนาจก่อน” (นายพลจัตวา ยศสูงกว่า ผู้กอง)
1.1.2 ใช้ “กำลังติดอาวุธกว่า 40 นาย เข้าล้อมพื้นที่”
1.1.3 มี “การเคลื่อนกำลังเข้าใกล้ 2 ระลอก”
1.1.4 ใช้ IO (Information Operation) ถ่ายคลิปเฉพาะไทยแสดงอารมณ์ช่วงตอบโต้
1.2 สำหรับฝั่งไทย หากพิจารณาด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง จะเห็นว่า
1.2.1 อยู่ในสถานะ “ตั้งรับ” (Defensive Posture)
1.2.2 กำลังน้อยกว่า แต่ใจใหญ่กว่า
1.2.3 การตอบโต้ของผู้กอง คือ “การควบคุมพื้นที่” ที่น่ายกย่องสุด ๆ
ป้องปราม (Deterrence)
ข้อสรุปเชิงข้อเท็จจริง คือ
นี่ไม่ใช่ “การยั่วยุ” จากผู้กอง และภาคประชาชนโดย คุณกัน จอมพลัง และทีม แต่คือ การป้องกันการรุกล้ำ + ตอบโต้แรงกดดันหน้างานจากกัมพูชา แบบสมส่วนตามหลักสากล
2) วิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Risk)ในความขัดแย้งยุคใหม่ ความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่การปะทะในสนาม แต่คือ “ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน” ซึ่งค่อย ๆ บ่อนทำลายความได้เปรียบของเรา โดยที่เราไม่รู้ตัว หากมองผ่านกรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์แบบ Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอน เหตุการณ์นี้กำลังสะท้อนความเสี่ยงหลายมิติที่ต้องถูกมองอย่างจริงจัง
2.1 ความเสี่ยงจากการรับรู้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน (Information Asymmetry Risk)
2.1.1 คลิปที่เผยแพร่ เห็น “บางช่วง” ทำให้เกิดการรับรู้ที่คลาดเคลื่อนไป
2.1.2 เสี่ยงเกิด (1) ความเข้าใจผิดในระดับผู้ใหญ่ (2) บั่นทอนความชอบธรรมของฝ่ายไทย
และ (3) สร้างความแตกแยกเห็นต่างในฝ่ายไทย
2.2 สงครามจิตวิทยา
2.2.1 ฝั่งเขมรใช้ (1) การยั่วยุ + ถ่ายคลิป (2) สร้างเรื่องเล่าว่า “ไทยเริ่มก่อน” ไทยเสียวินัยก่อน
สรุปด้านนี้ คือ “สงครามข้อมูล” สงครามแป้นพิมพ์คีย์บอร์ด ไม่ใช่แค่เผชิญหน้าทางกายภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องปืน
2.3 ความเสี่ยงต่อการบังคับบัญชาและขวัญกำลังใจ
ถ้าผู้ใหญ่เข้าใจผิดว่า “คนของเราผิด” ผลที่ตามมาคือ
(1) ขวัญกำลังใจตก
(2) หน้างาน “ไม่กล้าตัดสินใจ” ในสถานการณ์คับขัน
(3) เสียเปรียบในเหตุการณ์อนาคต เสียเปรียบในระยะยาว
2.4 ความเสี่ยงบานปลายสู่การยกระดับ (Escalation Risk)
วันนี้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับ 2 – 3 คือระดับเผชิญหน้าติดอาวุธ หากควบคุมไม่ดี อาจนำไปสู่ระดับ 4 – 5 คือ การปะทะจำกัด และวิกฤตการทูต สู่วิกฤตระดับประเทศ
3) ประเมินภาพรวม
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้กองคนหนึ่ง แต่คือแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ของกัมพูชา ความหมายคือ กัมพูชาอาจจะใช้เป็น “รูปแบบยุทธศาสตร์” ที่เกิดขึ้นซ้ำอีกได้ โดยที่ฝ่ายไทยควรมองยุทธศาสตร์ของกัมพูชานี้อย่างเข้าใจและรู้เท่าทัน
รูปแบบมีลักษณะคือ
(1) เขมรเข้ามาแสดงกำลัง
(2) สร้างแรงกดดัน
(3) ถ่ายคลิปเฉพาะช่วงไทยอาจถูกมองว่าเสียวินัยในช่วงตอบโต้
(4) เขมรสร้างเรื่องเล่าว่า ไทยเป็นฝ่ายผิด
เป้าหมายคือ
(1) ชิงความชอบธรรม
(2) ทดสอบท่าทีของไทย
(3) สร้างความได้เปรียบในพื้นที่
(4) ทำหน้าเศร้าเล่าความเท็จในเวทีโลก
4) ข้อสรุปสำคัญของเหตุการณ์นี้
ปัญหาไม่ใช่การตัดสินใจของนายทหารหน้างาน แต่ปัญหาคือการสื่อสารระดับนโยบายที่ได้ข้อมูล และอาจจะมองเหตุการณ์ไม่ครบถ้วน ในมิติของลำดับเหตุการณ์ เจตนา และดุลกำลัง
5) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
5.1 จัดทำข้อมูลเหตุการณ์แบบครบถ้วน
(1) รวบรวมคลิปทุกช่วงเวลา
(2) เรียงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด
(3) จัดทำเป็นข้อมูลกลาง
เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเห็นภาพจริงครบถ้วนในเหตุการณ์อนาคต
5.2 กำหนดข้อความสื่อสารหลัก (Narrative กลาง)
ตัวอย่างข้อความ
“เหตุการณ์นี้เป็นการตั้งรับภายใต้แรงกดดันจากกำลังที่เหนือกว่า ฝ่ายไทยไม่ได้เริ่มยั่วยุ แต่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันและรักษาพื้นที่”
5.3 ปกป้องขวัญกำลังใจของกำลังพล
รับฟังข้อมูลจากผู้ปฏิบัติในพื้นที่ก่อน และหลีกเลี่ยงการตัดสินจากข้อมูลไม่ครบ เพื่อไม่ให้ฝ่ายผู้ใหญ่ของไทยถูกมองว่า เป็นผู้หลุดอารมณ์ หรือเสียการควบคุมเสียเอง
หลักสำคัญ คือ “หน้างานต้องมั่นใจ จึงจะรักษาพื้นที่ได้”หลักนี้สำคัญสุดในการรักษาผืนแผ่นดินไทย
5.4 ใช้การป้องปรามอย่างเหมาะสม การตอบโต้ของผู้กองถือเป็น
5.4.1 การควบคุมสถานการณ์ที่ทรงพลัง
5.4.2 การป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้ใจ หย่ามใจ
รุกรานไทยด้วยแป้นพิมพ์อีกเพราะถ้าผู้กองโทนี่ไม่ตอบโต้ กองกำลังหน้างานชายแดนของไทยในพื้นที่จุดอื่น ๆ จะถูกกดดันซ้ำ และสถานการณ์ที่ไทยจะเสียเปรียบกว่านี้จะหนักขึ้นอีก
5.5 พัฒนาระบบสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ โดยฝ่ายไทยต้องใช้ทรัพยากรที่เหนือกว่าทำระบบติดตามข้อมูลจากทุกฝ่าย มีการชี้แจงอย่างรวดเร็วและชัดเจน ลดความเข้าใจผิดในสังคม รวมไทยเป็นพลังหนึ่งเดียว
ข้อความสรุปสำหรับผู้ใหญ่
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่การที่ฝ่ายเราไปหาเรื่อง แต่เป็นสถานการณ์ที่ถูกกดดันจากกำลังที่มากกว่าและผู้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตัดสินใจอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย สิ่งที่ต้องแก้ไขคือการสื่อสารข้อมูลให้ครบถ้วน
กล่าวโดยสรุป “ในสถานการณ์จริง เราอาจเสียเปรียบด้านกำลังได้ แต่ถ้าเราเข้าใจคนของเราผิด เราอาจจะเสียเปรียบมากกว่า โดยไม่จำเป็น”ผู้กองโทนี่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ยืนอยู่แนวหน้า บนรั้วไทยตู้คอนเทนเนอร์”แต่ยืนอยู่บนเส้นแบ่งของอธิปไตย ด้วยสติ ความกล้า และการตัดสินใจภายใต้แรงกดดันที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยเผชิญ
สิ่งที่เขาทำ ไม่ใช่การยั่วยุ แต่คือการปกป้องแผ่นดินอย่างสมศักดิ์ศรี วันนี้ สิ่งที่ประเทศต้องทำ ไม่ใช่ตั้งคำถามกับคนหน้างาน แต่คือ “ยืนข้างเขาด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง”
ผมขอเรียกร้องให้ผู้บังคับบัญชาและผู้มีอำนาจทุกระดับ เปิดรับข้อมูลอย่างรอบด้าน ยึดข้อเท็จจริงเหนือกระแส และปกป้องขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน คนไทยทั้งประเทศควรหยุดตัดสินจากคลิปไม่กี่วินาที แล้วหันมาใช้สติมองทั้งลำดับเหตุการณ์ เจตนา และดุลกำลังอย่างครบถ้วน
เพราะในวันที่ “คนของเรา” ยังยืนหยัด ประเทศไทยต้องไม่เป็นฝ่าย “เข้าใจเขาผิด” และต้องไม่ปล่อยให้ใครชนะเรา…ด้วยแค่การสร้างภาพ เพื่อชิงความได้เปรียบ หรือพูดภาษาบ้าน ๆ ว่า “การปั้นหน้าเศร้าเล่าความเท็จ”ด้วยแป้นคีย์บอร์ด
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และนโยบาย วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ



