จากกรณีที่มีกระแสข่าวในโซเชียลมีเดีย รวมถึงเพจชื่อดังระบุ เกิดเหตุข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยกว่า 66 ล้านคน หรือเกือบทั้งประเทศรั่วไหล โดยถูกแฮกเกอร์เจาะระบบฐานข้อมูลทั้งภาครัฐและเอกชน ไปโพสต์ขายในโลกออนไลน์  โดยเฉพาะในกลุ่มแอปพลิเคชันดิสคอร์ดในราคาประมาณ 1,600 บาท  

โดยข้อมูลที่รั่วไหลประกาศขาย ประกอบด้วยรายละเอียดสำคัญ เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และข้อมูลทะเบียนบ้าน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปถึงเครือญาติได้ทั้งหมด สร้างความตื่นตระหนกในวงกว้างนั้น 

ผู้สื่อข่าว “เดลินิวส์” ได้ตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ ขององค์กรด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้แห่งหนึ่ง เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่าเป็นข้อมูลเรื่องจริงหรือไม่

โดยทางผู้เชี่ยาญด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ บอกว่า เรื่องข้อมูลคนไทยรั่วไหลจากหน่วยงานต่างๆ  ที่ผ่านมาก็มีจริง จำนวนมากบ้าง น้อยบ้าง  แต่กรณีนี้ ที่บอกว่ารั่วทั้งประเทศ 66 ล้านคน เป็นการเอาหลายๆ เรื่อง หลายกรณีมาปนกัน  โดยระบุว่า ขนาดนายกรัฐมนตรีก็ไม่รอด แต่ประเด็นของนายกฯ เป็นเรื่องของข้อมูลระบบใบสั่งซึ่งเป็นข้อมูลที่ง่ายมากใครก็สมัครดูได้ เพราะถ้ามีบัตรประชาชนหน้า-หลัง ก็สมัครได้แล้ว มันเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้รู้ว่าเรามีใบสั่งเท่าไหร่ การยกกรณีของนายกฯ มาพูด จะว่าเป็นการเมืองหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่ใครจะมองหรือวิเคราะห์กันไป

ส่วนในประเด็นที่ว่าข้อมูลรั่ว 66 ล้านคนนั้น ก็เอามาเชื่อมโยงกัน ซึ่งข้อมูลรั่วมีบางส่วนจริง แต่ที่บอก 66 ล้านคน มันคือประชากรไทยทั้งหมด ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้  ในจำนวนนี้รวมเด็ก ตั้งแต่แรกเกิด จนถึงอายุ 15 ที่ยังไม่มีบัตรประชาชน และบางคนก็ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ยังเปิดซิม หรือจดทะเบียนซิมเองไม่ได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมีข้อมูลรั่วทั้งประเทศ เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ 

“เรื่องนี้เป็นการเอาข้อมูลมาปนแล้วแอบอ้าง ประกาศขาย  ซึ่งพวกที่แฮกข้อมูลเหล่านี้ เมื่อได้ข้อมูลไป ก็จะทำเป็น Server ไว้ แล้วหากอยากได้อะไรก็ไป Search ด้วยเบอร์โทรศัพท์หรือชื่อ-นามสกุล ซึ่งมันเป็นข้อมูลที่รวมจากหลายแหล่ง ทั้งจาก บริษัทขนส่ง  บริการมือถือ  ที่ผู้ใช้บริการต้องลงทะเบียนก่อน ซึ่งตามสาขา พนักงานอาจดูไม่ดี หรือระบบการเข้าถึงแหล่งข้อมูลเหล่านี้ไม่รัดกุม ก็จะถูกขโมยดูดข้อมูลออกมาได้ หรือมีการวางมัลแวร์ในเครื่องตามสาขา  อย่างที่เคยมีกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจตามแกะรอยจับได้ที่มีการประกาศขายผ่านโซเซียล ฯลฯ”

อย่างไรก็ตามจากที่ได้เข้าไปตรวจสอบในฐานข้อมูลที่มีการประกาศขายข้อมูลคนไทยกว่า 66 ล้านคน นั้น เป็นเพียงการขายแค่ Access การเข้าถึง แต่ไม่ได้มีข้อมูลคนไทยทั้ง 66 ล้านคน มีเพียงบางส่วน ซึ่งก็อาจนำมาจากแหล่งต่างๆ รวมไว้  และมีอีกกรณีก็เป็นการแอบอ้างของแฮกเกอร์ เพื่อหลอกขายเอาเงิน แต่ข้อมูลไม่ได้มีอยู่จริงทั้งหมด

สุดท้ายแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ บอกว่า  ปัจจุบันถามว่ามีข้อมูลรั่วหรือไม่ ก็มีการรั่วอยู่บางส่วน จากบางหน่วยงาน  เช่น ที่ผ่านมาก็มีข้อมูลสุขภาพของโรงพยาบาล  และข้อมูลของสถาบันการศึกษา ฯลฯ เมื่อตรวจพบ หน่วยงานนั้นก็เร่งอุดช่องโหว่  แต่การรั่วไหลข้อมูล 66 ล้านคน นั่นคือประชากรไทยทั้งหมด มันมาจากการเชื่อมโยงหลายเหตุการณ์เข้าด้วยกันแล้วคาดเดาเอา 

หากจะมองว่าเป็นการปั่นกระแสหรือไม่ หรือดิสเครดิตหน่วยงานรัฐว่าอ่อนแอด้านความปลอดภัยดิจิทัล ก็แล้วแต่คนจะคิด  เพราะก่อนหน้านี้ ก็มีข่าวว่า ข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองหนึ่งรั่วไหล และข้อมูลคนระดับนายกรัฐมนตรียังรั่ว มีข้อมูลใบสั่งหลุด  และล่าสุดก็กระแสข้อมูลคนไทยทั้งประเทศรั่ว ซึ่งข้อมูลรั่วมีแน่ๆ แต่คงไม่ถึงขั้นนั้นที่รั่วทั้งประเทศ.