เมื่อวันที่ 1 พ.ค. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยส่วนประชาสัมพันธ์ เผยแพร่เอกสารระบุใจความ ตามข้อสั่งการของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค.69 ให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง หาสาเหตุและป้องกันการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเด็ดขาด หลังจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สืบสวนพบข้อพิรุธเกี่ยวกับการใช้กระแสไฟฟ้าของคลังน้ำมันในหลายจังหวัด เมื่อวันที่ 28 เม.ย.69 กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้ลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน (DOEB) กรมการค้าภายใน กรมสรรพสามิต และหน่วยงานปกครองในพื้นที่เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันและศูนย์กระจายน้ำมันรวม 7 จุด ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ขอนแก่น และสมุทรสาคร
กรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานอีกว่า จากการสนธิกำลังดังกล่าว ได้พบข้อสังเกตหลายประการ เช่น คลัง Thai pipeline ปริมาณน้ำมันดีเซลที่มีการจ่ายออกจากคลังในช่วงกลางเดือน มี.ค.69 น้อยกว่าที่ควรจะเป็น และตรวจสอบ บริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) Terminal 1 และ Terminal 2 ซึ่งเป็นคลังรับน้ำมันทางเรือจากผู้ประกอบการหลัก เจ้าหน้าที่ได้สั่งการให้อายัดและเรียกเก็บข้อมูลสำคัญ 9 รายการ อาทิ ปริมาณคงคลังรายวัน กล้องวงจรปิด (CCTV) ใบกำกับการขนส่ง บิลค่าไฟฟ้า และข้อมูลปั๊มแรงดัน เพื่อนำไปวิเคราะห์เชิงลึกเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของปริมาณน้ำมัน เส้นทางรถบรรทุก และช่วงเวลาการจ่ายน้ำมัน
เนื่องจากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติให้กรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง วันที่ 1 มี.ค.69 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ เป็นคดีพิเศษ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่หน่วยต่าง ๆ เข้าร่วมเป็นพนักงานสอบสวนในคดีพิเศษเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวด้วยแล้ว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการสืบสวนและมีอำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน โดยในวันนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนให้ดำเนินการสืบสวนกรณีดังกล่าว หากพบว่ามีพยานหลักฐานชัดเจนที่สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้ จะอนุมัติให้เป็นคดีพิเศษทันที
ส่วนกรณีการกักตุนน้ำมันและประวิงการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งได้สอบสวนเป็นคดีพิเศษที่ 59/2569 มีความคืบหน้าไปมากแล้ว ขณะที่กรณีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ซึ่งได้สอบสวนเป็นคดีพิเศษที่ 66/2569 ได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนตำรวจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเส้นทางการเงิน โดยได้สั่งการให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษให้ดำเนินการด้วยความรอบคอบ รัดกุมและพิจารณาทุกฐานความผิด
สำหรับภาพรวมผลการปฏิบัติการเบื้องต้นทั้ง 7 จุดเป้าหมายเมื่อวันที่ 28 เม.ย.69 มีดังนี้ พื้นที่จังหวัดสระบุรี (จุดที่ 1-4) เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (Thappline) คลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) คลังบริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด และสถานีเพิ่มแรงดัน บริษัท ไทยไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (TPN) เบื้องต้นพบข้อสังเกตที่คลัง Thappline ว่าปริมาณน้ำมันดีเซลที่มีการจ่ายออกจากคลังในช่วงกลางเดือน มี.ค.69 น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งได้ประสานกรมการค้าภายในเรียกผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 5 รายเข้ามาชี้แจงแล้ว ส่วนคลัง OR พบว่ามีการใช้ระบบ E-Order ยืนยันข้อมูลผ่านตู้ I Terminal อย่างรัดกุม ไม่สามารถจ่ายน้ำมันนอกระบบได้ ส่วนพื้นที่จังหวัดขอนแก่น (จุดที่ 5) เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคลังน้ำมัน TPN สาขาบ้านไผ่ ซึ่งเป็นคลังน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความจุรวมกว่า 157 ล้านลิตร คลังแห่งนี้ทำหน้าที่รอรับคำสั่งจ่ายจาก 5 บริษัทเจ้าของน้ำมัน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลการรับ-จ่าย กล้อง CCTV และการใช้ไฟฟ้าอย่างละเอียด โดยที่ประชุมมีข้อแนะนำให้เรียก 5 บริษัทเจ้าของน้ำมันมาชี้แจง หากพบพยานหลักฐานเข้าข่ายกักตุน จะให้ร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีทันที ส่วนพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร (จุดที่ 6–7) เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) Terminal 1 และ Terminal 2 ซึ่งเป็นคลังรับน้ำมันทางเรือจากผู้ประกอบการหลัก และได้อายัดเรียกเก็บข้อมูลสำคัญ 9 รายการ อาทิ ปริมาณคงคลังรายวัน กล้องวงจรปิด (CCTV) ใบกำกับการขนส่ง บิลค่าไฟฟ้า และข้อมูลปั๊มแรงดัน



