นายศุภกร รัตนวราหะ  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดเปิดเผยว่า จากสงครามตะวันออกกลางโตโยต้าได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดซึ่งในช่วงปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ยอดขายชะลอตัวลง 5-10% เนื่องด้วยราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อยอดขายรวมเท่าใดนัก การที่ลูกค้าบางส่วนชะลอด หรือยกเลิกการซื้อรถ เพราะสถานการณ์เบื้องต้นที่ส่งผลกระทบในภาพรวม และความวิตกกังวลเรื่องเศรษฐกิจ การใช้จ่ายค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น หากสงครามยืดเยื้อต่อไปก็ไม่ส่งผลดี

“รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบบริหารประเทศในภาวะเช่นนี้เราก็ไม่ได้คาดหวังว่าอะไรจะดีเลิศ ด้วยผลพวงจากสงคราม  หากได้เข้าไปพบหารือร่วมกันกับภาครัฐ ก็จะเป็นเรื่องที่เคยพูดไว้คือรักษาอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิมขอของประเทศไว้ กระตุ้นกำลังซื้อ และขอนโยบายที่ชัดเจนต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยว่ารัฐจะสนับสนุนไปในทิศทางใดแต่สิ่งสุดท้ายที่ต้องการคือการลดคาร์บอนไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ประเภทใดควรได้รับการส่งเสริมเช่นเดียวกัน”

นายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ในงานมอเตอร์โชว์ ยอดจองของโตโยต้า ระหว่างวันที่ 23- 31 มี.ค.มีจำนวน 6,888 คัน แบ่งเป็น รถยนต์นั่งขนาดเล็กและรถยนต์อเนกประสงค์ (เอสยูวี) 3,300 คัน, รถกระบะ 2,000 คัน, รถกระบะดัดแปลง (พีพีวี) 850-900 คัน และเป็นโตโยต้าแลนด์ครุยเซอร์ เอฟเจ มากกว่า 700 คันจากทั้งจองในงานและยอดจองทั่วประเทศ  และในสถานการณ์ปัจจุบันที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ  ดังนั้นโตโยต้าจึงได้ร่วมกับพันธมิตร รวมถึงสถาบันการเงินจัดสรรแคมเปญให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น โดยมีแคมเปญหลากหลายรูปแบบให้เลือกได้อย่างเหมาะสม