นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ ซีอาร์จี เปิดเผยว่า แผนงานในปี69 บริษัทจะใช้เงินลงทุน 1,400 ล้านบาท ไม่รวมการซื้อกิจการใหม่และงบการตลาด โดยแบ่งเป็น เงินลงทุน 900 ล้านบาท สำหรับเปิดสาขาใหม่ 140-160 สาขา เน้นแบรนด์ที่มีศักยภาพ สและปรับปรุงสาขา 220 ล้านบาท อาทิ พัฒนาแบรนด์เคเอฟซีรูปแบบใหม่สะดวกทันสมับ ควบคู่กับเปิดสโตร์ใหม่แบรนด์เปปเปอร์ ลันซ์แห่งแรกของโลกที่เซ็นทรัลเวิลด์ และอีก 70 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาระบบไอที รวมทั้งอื่นๆอีกกว่า 100 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายปีนี้เติบโต 14% รายได้ 19,000 ล้านบาท เพิ่มจาก  16,900 ล้านบาท ในปีที่แล้ว

ทั้งนี้ ยังมีแผนเปิดแบรนด์ใหม่ๆปีนี้เพิ่มอีก 4-5 แบรนด์ ทั้งในรูปแบบการร่วมทุน การซื้อกิจการ และซื้อแฟรนไชส์ โดยเน้นกลุ่มอาหารที่รับประทานได้ทั้งครอบครัว มีกับข้าววางตรงกลางและราคาเข้าถึงได้ พร้อมกับค่อยๆลดบทบาทแบรนด์เก่าที่ไม่สร้างผลกำไรออกจากพอร์ต 1-2 แบรนด์ เพื่อรักษาประสิทธิภาพในองค์กร โดยปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากแบรนด์ของซีอาร์จีเองประมาณ 70% จากบริษัทร่วมทัน 30% หลังจากปี68 ทยอยปิดร้านข้าวหน้าเทนด้ง กุ้งเทมปุระแบรนด์ เทนยะ ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นกระทบต้นทุนค่าขนส่ง อาหารสด และบรรจุภัณฑ์ นั้นบริษัทยังมีสินค้าจากการสต็อกและการทำสัญญาสั่งซื้อล่วงหน้า ขณะนี้จึงพยายามจะตรึงราคาอาหารให้นานที่สุดประมาณ 2-3 เดือน โดยมองว่าการปรับราคาจะเป็นทางเลือกสุดท้ายเพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค ทำให้คาดว่าช่วงไตรมาสแรกนี้บริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบในแง่ของรายได้และกำไร และคาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบช่วงไตรมาส 2 และ 3 จากผู้บริโภคที่ระมัดระวังการซื้อที่มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอม พ.ค.-มิ.ย.ที่ผู้ปกครองจะมีค่าใช้จ่ายสูง

นายณัฐ กล่าวว่า แม้ปีนี้จะมีปัจจัยลบเกิดขึ้นมากมาย ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะระมัดระวังการใช้จ่าย มากขึ้น แต่ยังเชื่อมั่นว่าภาพรวมตลาดร้านอาหารปีนี้ยังสามารถเติบโตได้ 2-3% ในมูลค่า 600,000 ล้านบาท เพิ่มจากมูลค่า 570,000 ล้านบาทในปี68 เพราะธุรกิจร้านอาหารยังถือเป็นหมวดการบริโภคในชีวิตประจำวันซึ่งจะได้รับผลกระทบหลังสุด