ขณะที่ เฟซบุ๊ก “สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัด กทม. ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า กรุงเทพฯ เปิดพื้นที่สาธารณะเพื่อคนรักสุขภาพให้กับนักเต้นทุกเพศทุกวัย “จังหวะไม่เน้น..เน้นเต้นแบบมีส่วนร่วม” กรุงเทพมหานครเดินหน้าส่งเสริมสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดพื้นที่สาธารณะใจกลางเมือง “สวนลุมพินี” ให้กลายเป็นลานกิจกรรมสำหรับผู้รักการออกกำลังกายและการเต้น ภายใต้บรรยากาศร่มรื่น พร้อมต้อนรับทุกเพศทุกวัยให้มาร่วมขยับร่างกาย สร้างพลังบวกในทุกค่ำคืน

กิจกรรมเต้นออกกำลังกายจัดขึ้นเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 รอบ ยาวๆ กันไป รอบแรก 18.00-19.00 น. โดยอาสาสมัครศูนย์นันทนาการลุมพินี  รอบสอง 19.00-20.00 น. กลุ่มครูจิตอาสา

เข้าร่วมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ตอบโจทย์ทั้งสายแดนซ์มือใหม่และผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ผู้เข้าร่วมสามารถสนุกกับจังหวะเพลงหลากหลายสไตล์ พร้อมได้ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต และนอกจากจะเป็นกิจกรรมเพื่อสุขภาพแล้ว ยังเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ในการพบปะสังคม แลกเปลี่ยนพลังบวก และเติมเต็มคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น  

“ชุมชนเมือง เดลินิวส์” ได้โอกาสพูดคุยถึงประเด็นดังกล่าวกับ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุถึงกระแสการออกกำลังกาย อย่างเช่น การเต้นแอโรบิก ภายในสวนลุมพินีจะมีกลุ่มมีก๊วนที่รวมตัวกันมาออกกำลังกายในหลากหลายกีฬาชนิดต่างๆ เช่น ไทเก๊ก ขณะที่แอโรบิกในสวนลุมฯ ตอนนี้มีจัดเต้นแอโรบิกทั้งหมด 3 จุด คือ 1.จุดหลังลานพระรูปฯ มี 2 รอบ 18.00 น. และ 19.00 น. 2. จุดหน้าห้องสมุด 18.00 น. และจุดสวนปาล์ม 17.30 น. บางจุดเป็นวิทยากรของ กทม. บางจุดเป็นกลุ่มอาสาที่มาเต้นกันเอง ส่วนแนวทางเพลงก็แล้วแต่ผู้สอนจะเลือกนำมาเปิดแต่ก็จะเป็นในแนวสนุกสนาน

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มีไวรัลเป็นกระแสในโซเชียลทำให้จำนวนคนเพิ่มมากขึ้น แต่เดิมจะมีคนเต้นอยู่ครึ่งลานกิจกรรม แต่ตอนนี้ล้นออกมาแล้ว ทั้งนี้ในช่วงที่ดำเนินการรีโนเวทสวนลุมพินี เพื่อเตรียมจัดกิจกรรมสวนลุมพินีครบรอบ 100 ปี ได้นำเวทีออกไปแต่ตอนนี้นำเวทีกลับมา แต่ปัญหาคือเมื่อคนเยอะทำให้ไม่ได้ยินเสียงคนนำเต้นจากลำโพง เนื่องจากตอนแรกมีคนเต้นแอโรบิกเพียงครึ่งล้าน แต่ปัจจุบันมีคนเยอะขึ้น จึงได้มีการเติมจำนวนลำโพงเข้าไปเพิ่มขึ้นอึก

“ขณะนี้มีการเพิ่มจอ เวที ลำโพงแล้วโดย 3 เรื่องนี้อยู่ระหว่างแก้ไข โดยการเต้นแอโรบิกนั้นไม่ได้มีการจัดกิจกรรมที่สวนลุมฯ อย่างเดียว แต่ กทม. มีเต้นแอโรบิกทั้งหมด 38 จุดทั่ว กทม. เช่น สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) สวนจตุจักรศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ฯลฯ ซึ่งประชาชนที่อยากจะร่วมกิจกรรมเต้นแอโรบิกเพื่อออกกำลังกาย สามารถตรวจสอบพิกัดสถานที่และเวลาได้ผ่านเว็บ https://learning.bangkok.go.th/course/lc-0314/ ส่วนเรื่องค่าตอบแทนวิทยากรนั้น โดยปกติวิทยากรของ กทม. มีอยู่แล้วตามระเบียบ แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่า อาจจะมีการเพิ่มจำนวนวิทยากรในการสอนเต้นเพิ่มขึ้นจากเดิมเพื่อให้กระจายอย่างทั่วถึงและกลุ่มอาสาสมัคร จิตอาสาที่นำสอนเต้นก็สามารถมาสมัครได้หากเปิดรับเพิ่ม”

จากกระแสการเต้นแอโรบิกในครั้งนี้ รองผู้ว่าฯ ศานนท์ มองว่า เป็นเรื่องที่ดีมาก ที่ผ่านมาไม่เพียงแค่การเต้นแอโรบิก แต่ก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น ลานคลับ คนวิ่งในสวนมากขึ้น การมีกิจกรรมโยคะ พิลาทิส ที่สวนเบญจกิติ กิจกรรมอ่านหนังสือในสวน รวมถึงการใช้พื้นที่สาธารณะจัดกิจกรรม อย่างเช่นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของศูนย์ BFMCC ที่มีจำนวนกองถ่ายทำมากถึง 50 กอง โดยประสานใช้พื้นที่ย่านสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในการถ่ายทำ 

“จริงๆ แล้วไม่ใช่เพียงแค่แอโรบิก แต่เป็นทุกๆ เรื่องที่เห็นคนออกมาใช้พื้นที่สาธารณะมากขึ้นแต่เรื่องของการออกกำลังกายในระยะนี้ถือว่าบูมมาก”

เมื่อคนออกมาใช้พื้นที่สาธารณะมากขึ้น มาออกกำลังกายมากขึ้น มองว่าเป็นผลดีต่อเมืองอย่างไร รองผู้ว่าฯ ศานนท์ ระบุว่า เมืองมีหน้าที่ทำให้ทุกคนแข็งแรงขึ้น ไม่เช่นนั้นทุกคนก็จะต้องไปเข้าโรงพยาบาล มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ก็จะส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายทั้งของตนเอง และค่าใช้จ่ายของภาครัฐ แต่ถ้าคนดูแลตัวเองให้มีสุขภาพแข็งแรงก็จะดีกับทั้งตัวเองและทั้งเมือง  เมืองก็จะมีค่าใช้จ่ายน้อยลง ก็จะมีกำลังแรงงานมากขึ้น สิ่งสำคัญคือ กทม. ต้องทำให้ต้นทุนในการใช้ชีวิตน้อยลง บางคนบอกว่าไปออกกำลังกายต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะ แต่ความจริงแล้วการที่มีสุขภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องจ่ายในราคาแพง “Healthyไม่จำเป็นต้อง Luxury” เพียงแค่มาใช้พื้นที่ในสวนสาธารณะ มาเต้นแอโรบิก

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามองย้อนกลับไปเกือบตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กทม. พยายามปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ รวมถึงสวนสาธารณะ เพื่อให้คนออกมาใช้พื้นที่พักผ่อน ออกกำลังกาย การปรับปรุงสาธารณูปโภคในสวนทั้งไฟส่องสว่าง ห้องน้ำ พื้นถนน หรือการจัดทำสวน 15 นาทีซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดเล็ก อยู่ใกล้ชุมชนเพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงจัด โครงการตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงระบบการตรวจสุขภาพได้ง่ายขึ้น 

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ตรวจสุขภาพแล้วกว่า 1,002,629 คน  หัวใจสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ การตรวจสุขภาพครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตรวจแบบผิวเผิน แต่เป็นการตรวจที่เน้นคุณภาพ ทั้งการเจาะเลือด ตรวจค่าเคมีอย่างละเอียด ตรวจคัดกรองมะเร็ง และเอกซเรย์ปอด ซึ่งข้อมูลสุขภาพเหล่านี้ประชาชนได้รับแล้วจะเอาผลตรวจนี้ไปปรึกษาหมอประจำของตนเอง หรือสนใจอยากส่งเสริมสุขภาพกับ กทม. ก็ได้เช่นกัน

รองผู้ว่าฯ ทวิดา ระบุเพิ่มว่า ข้อมูลจากการตรวจสุขภาพยังกลายเป็น “คลังข้อมูลขนาดใหญ่” ที่ช่วยให้เห็นสถานะสุขภาพของคนเมือง  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ กทม. บริหารเมืองได้ตรงจุดขึ้น อาทิ จะรู้ทันทีว่าเขตไหนควรเน้นรณรงค์เรื่องอะไร หรือพื้นที่ไหนประชาชนมีปัญหาสุขภาพแบบไหน ซึ่งเป็นการทำงานที่ “ตรงเป้า” มากกว่าที่เคยเป็นมา 

“ยืนยันว่า กทม. จะยังคงเดินหน้าคัดกรองสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบสาธารณสุขที่แข็งแรงในระดับเส้นเลือดฝอย” รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าว

สุดท้ายแล้ว คำว่า “สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง” ก็ยังคงเป็นจริงในทุกยุคทุกสมัย ต่อให้มีเงินแต่ใช้ชีวิตแบบไม่ระมัดระวัง จบลงที่โรงพยาบาลกลายเป็นผู้ป่วยเกือบทุกราย เพราะฉะนั้นวันนี้!! คุณออกกำลังกายแล้วหรือยัง?

ทีมข่าวชุมชนเมืองรายงาน