ราคาสินค้าได้รับผลกระทบไปตามๆกัน หลังจากสถานการณ์สงครามตะวันออกยังยืดเยื้อ ส่งผลกระทบราคาพลังงานปั่นป่วนไปทั่วโลก ทำให้ต้นทุยต่างๆ ปรับขึ้นไปสูงอย่างมาก

“นาวา จันทนสุรคน” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ยอมรับว่า ผู้ประกอบการเหล็กจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าสำหรับเหล็กทุกประเภทในระยะแรกในอัตราที่ 10-15%ในเดือนเม.ย.นี้ แม้อุตสาหกรรมเหล็กได้พยายามบริหารจัดการเรื่องของต้นทุนจากทุกอย่าง เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภค แต่ยอมรับว่า เหตุการณ์ของสงครามตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อและยังดูทีท่าว่าจะไม่จบลงในเร็ววัน และจะปรับขึ้นอีกครั้งในระยะถัดไปอีกครั้งหนึ่ง แต่จะในอัตราเท่าไรนั้น ยังคงต้องรอประเมินต้นทุนที่ว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร

สำหรับอุตสาหกรรมเหล็กด้วยไทยไม่ใช่อุตสาหกรรมต้นน้ำไม่ได้มีแร่เหล็กในประเทศ ดังนั้นการผลิตเหล็กจึงต้องนำเข้าเศษเหล็กมาจากต่างประเทศ เพื่อนำมาหลอมและขึ้นรูป ในปลายทางคือการได้ทั้งเหล็กเส้น เหล็กลวด เหล็กแผ่น เหล็กโครงสร้าง และเหล็กประเภทอื่นๆ ที่ใช้ทั้งในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมยานยนต์สำหรับเหล็กที่เป็นเกรดพิเศษ เมื่อต้องนำเข้าเหล็กต้นทุนที่เพิ่มขึ้นลำกับแรกคือค่าขนส่งจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น


“เราโดน 4 เด้ง เด้งแรกคือราคาค่าขนส่งขึ้น เด้งที่ 2 ราคาพลังงานมันเป็นผลพวงที่ทำให้ค่าขนส่งขึ้น แต่เราก็ต้องใช้น้ำมันเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตเหล็กอยู่ดี แม้ว่า โรงงานเหล็กส่วนใหญ่จะใช้น้ำมันเตามันไม่แพงเหมือนใช้พวกน้ำมันดีเซลแต่มันก็มีแนวโน้มจะขยับขึ้น เด้งที่ 3 เราโดนค่าระวางเรือตัวนี้โหดมากขึ้นสูงมาก และเด้งที่ 4 ตัวสุดท้ายคือค่าไฟฟ้าที่กำลังจะปรับขึ้น เราจึงต้องปรับราคาเป็น 2 ระลอก ระลอกแรกคือ 10-15% นี้ก่อนภายในดือนเม.ย. นี้แน่นอน ส่วนในเดือนพ.ค.ก็ต้องกลับมาดูกันอีกทีว่าต้นทุนขึ้นไปอีกเท่าไร หรือจะอั้นการปรับขึ้นไว้ก้อนในระลอก 2 อันนี้ต้องอยู่ที่สถานการณ์ในอนานคต เพราะดูแล้วว่าสงครามมันไม่หยุดง่ายๆ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศศึกทุกวันของแพงขึ้น ทุกอย่างแพงขึ้น เราก็เหนื่อยกันมาก”

ส่วนประเด็นการลดจำนวนคนในโรงงาน อาจยังไม่เกิดขึ้นในตอนนี้ เนื่องจากยังคงมีโครงการก่อสร้างจากภาครัฐที่ได้ทยอยเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณการใช้เหล็กในประเทศยังสามารถไปต่อได้ แม้จะยังมีการบริโภคเหล็กเกิดขึ้น แต่อุตสาหกรรมเหล็กยังคงต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการออกมาช่วยสนับสนุนและควบคุมดูแล เช่นการถูกทุ่มตลาด การสนับสนุนเรื่องการใช้เหล็กโลคอล คอนเมนท์ ด้วยโครงการเมด อิน ไทยแลนด์ ของ ส.อ.ท. ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้เหล็กไทยมีแต้มต่อ