ในช่วงที่แรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและการแข่งขันในอุตสาหกรรมกำลังเข้มข้นขึ้น แนวทางการเติบโตของธุรกิจก็เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น หลายอุตสาหกรรมเริ่มต้นจากการพัฒนาในโรงงาน แต่สำหรับ ‘ดับเบิลเอ’ จุดตั้งต้นกลับอยู่ที่คำถามว่า จะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น

คำถามที่ว่านี้ค่อยๆ ถูกต่อยอดเป็นโครงสร้างธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และกลายเป็นรากฐานของการขับเคลื่อนความยั่งยืนในปัจจุบัน

ระบบผลิตที่คิดทั้งระบบ

เมื่อวัตถุดิบถูกออกแบบตั้งแต่ต้นทาง กระบวนการผลิตจึงถูกออกแบบใหม่ทั้งระบบให้เป็นโรงงานอุตสาหกรรมแบบครบวงจรที่เชื่อมทุกขั้นตอนเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่การส่งเยื่อน้ำผ่านท่อโดยไม่ต้องทำให้แห้ง เพื่อลดการใช้พลังงาน ไปจนถึงระบบน้ำที่หมุนเวียนใช้ซ้ำในพื้นที่เดียวกัน ลดทั้งการใช้น้ำใหม่และการปล่อยน้ำทิ้ง ทั้งหมดนี้ทำให้โรงงานไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ผลิต แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่เชื่อมโยงทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง

ไม่มีของเสีย มีแต่ทรัพยากรที่ยังไม่ถูกใช้

ของเหลือจากการผลิต เช่น เปลือกไม้ เศษไม้ หรือสารลิกนิน ไม่ได้ถูกทิ้ง แต่ถูกนำกลับมาใช้เป็นพลังงานชีวมวล (Biomass) ขณะที่พลังงานสะอาดจากโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) เข้ามาเสริมในระบบเดียวกัน

“เราเชื่อว่ามันไม่มีของเสียหรอก มันคือของที่ยังไม่ได้นำมาใช้” ‘จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์’ กรรมการบริหาร บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) กล่าว

ซึ่งแนวคิดดังกล่าวถูกนำไปใช้จริงในโรงงาน ส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน-การปล่อยคาร์บอนลดลงอย่างเห็นได้ชัด และกลายเป็นจุดตั้งต้นของการขยายแนวทางลดคาร์บอนไปยังส่วนอื่นของห่วงโซ่

ต่อเนื่องสู่โลจิสติกส์ ปิดจุดคาร์บอนทั้งระบบ

การปรับโครงสร้างจึงขยายต่อไปยังภาคการขนส่ง โดยเริ่มนำรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) มาใช้งานมากกว่า 250 คัน ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ อีกทั้งไฟฟ้าที่ใช้ชาร์จมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ภายในองค์กร ทำให้ระบบขนส่งเชื่อมต่อกับพลังงานสะอาดโดยตรง และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานลงได้อย่างเป็นรูปธรรม

กระดาษ 1 แผ่น สะท้อนทั้งระบบ

จากการปรับตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต พลังงาน ไปจนถึงการขนส่ง ทำให้ ‘กระดาษ’ ไม่ได้เป็นเพียงผลผลิตปลายทาง แต่สะท้อนถึงระบบที่เชื่อมโยงกันตลอดทั้งห่วงโซ่

“สำหรับเรา กระดาษ 1 แผ่น นอกจากจะเป็นสินค้าแล้ว ยังเป็นผลลัพธ์ของระบบที่ผูกเข้าด้วยกัน ทั้งเกษตรกร อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม” จตุพร กล่าวสะท้อนภาพของโมเดลธุรกิจที่พยายามเชื่อมทั้งสามมิติเข้าไว้ในโครงสร้างเดียว และทำให้ความยั่งยืนถูกขับเคลื่อนผ่านการดำเนินงานจริงในทุกขั้นตอน

โลกเปลี่ยนเร็ว ธุรกิจต้องเปลี่ยนให้ทัน

แม้ความต้องการใช้กระดาษในประเทศจะลดลงตามพฤติกรรมดิจิทัล แต่ตลาดต่างประเทศยังคงเติบโต และกลายเป็นแรงขับสำคัญ โดยปัจจุบันมีการส่งออกไปกว่า 130 ประเทศ

ขณะเดียวกัน เงื่อนไขการแข่งขันก็เปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยวัดกันที่คุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว สู่มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรฐานเอฟเอสซี (Forest Stewardship Council) ที่กลายเป็นข้อกำหนดสำคัญในหลายตลาด นั่นหมายความว่าในบริบทดังกล่าว ความยั่งยืนจึงถูกยกระดับเป็นเงื่อนไขของการอยู่รอดในระยะยาว

เงื่อนไขดังกล่าวถูกฉายภาพออกมาในเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศขององค์กร ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25% ภายในปี 2030 มุ่งสู่คาร์บอนนิวทรัล (Carbon Neutral) ในปี 2040 และเน็ตซีโร่ (Net Zero) ในปี 2050 โดยเป้าหมายเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนผ่านการปรับทั้งระบบ ตั้งแต่วัตถุดิบ พลังงาน ไปจนถึงโลจิสติกส์

ออกแบบอนาคตธุรกิจ

ทิศทางดังกล่าวยังต่อยอดไปสู่การมองหาโอกาสใหม่ นอกเหนือจากธุรกิจกระดาษ ทั้งบรรจุภัณฑ์ (Packaging) เส้นใย (Fiber) และการรองรับอุตสาหกรรมอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ที่ต้องพึ่งพาพลังงานสะอาด

“การแข่งขันของธุรกิจในระยะต่อไป ไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการออกแบบระบบว่าใครสามารถปรับตัวได้เร็ว และเชื่อมโยงความยั่งยืนเข้ากับการเติบโตได้จริง” จตุพรย้ำทิ้งท้าย