หลังจากกลายเป็นข่าวช็อกวงการส่งท้ายปีที่ผ่านมา สำหรับการยุติความสัมพันธ์ของคู่รักซุป’ตาร์ “ก็อต อิทธิพัทธ์” และ “ริชชี่ อรเณศ” ล่าสุดในงานตลาด “A fair” อร่อยเกรดเอ นางเอกสาวหน้าหวานได้ออกมาเปิดใจครั้งแรกถึงสถานะโสด

ริชชี่ เผยว่า “สำหรับเรื่องหัวใจ ตอนนี้โอเคมากๆ แล้วค่ะ ขอบคุณทุกคน เพราะจริงๆ หนูได้รับความรักจากแบบครอบครัว พี่สาวทุกคน แล้วก็แฟนคลับทุกคนเยอะมากๆ มันมีแต่ความสุข มีแต่สิ่งดีๆ ถามว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ยากลำบากแค่ไหน มันก็มีช่วงเวลาที่มันยากละค่ะ แต่สำหรับหนูรู้สึกว่าในช่วงที่มันยาก เราแทบไม่ได้ต้องเอาตัวเองอยู่ตรงนั้นแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เหมือนพอเกิดขึ้นทุกคนก็ช้อนหนูขึ้นมาทันที อย่างคุณน้าหนูเขาก็มาจากฝางเลย เป็นมิชชันนารีเขาก็พาหนูร้องเพลงขอบคุณพระเจ้า ก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวเลยค่ะ จากนั้นก็โอเค

แล้วก็มีแฟนคลับ พี่ๆ ทุกคนก็ให้กำลังใจ และเราก็รู้สึกว่าเราต้องโฟกัสคนที่รักเรา แล้วก็ทุกคนที่เขาให้กำลังใจเรา และมันมีแต่ความรัก และหนูรู้สึกว่ามันไม่รู้ว่าจะเอาตัวเองไปคลุกเศร้าอยู่ตรงนั้น โมเมนต์แย่ๆ คือตอนแรกหนูเคยจินตนาการตลอดว่ามันน่ากลัวและมันจะแย่ แต่พอเกิดขึ้นจริง ก็ต้องขอบคุณทุกคนมากกว่าที่ทำให้มันไม่แย่ขนาดนั้น
ถามว่าเสียดายเวลาที่ผ่านมาไหม คือในมุมของหนู เรารู้สึกว่าเราดีใจมากๆ ที่ครั้งหนึ่งเราได้ทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ หนูเป็นคริสเตียนใช่ไหมคะ รู้สึกว่าเราได้รักอย่างที่เราเคยตั้งใจไว้ว่าเราอยากจะแบบเป็นอย่างนี้ แล้วพระเจ้าสอนเราว่าเราต้องรักคนแบบนี้ และในมุมของหนูก็ทำดีที่สุดแล้ว แล้วก็ดีใจที่เราไม่เคยคิดว่าจะเปิดใจมีความสัมพันธ์เรื่องแฟนเลยด้วยซ้ำ แต่พอตอนนี้เรารู้สึกโอเค เราก็รักคนเป็นแล้ว เราก็ได้ทำได้ดีที่สุดแล้ว ก็โอเคแล้วค่ะ
ด้วยความที่ระยะเวลามันค่อนข้างนาน จริงๆ หนูรู้สึกว่าไทม์มิ่งที่หนูใช้ชีวิตแบบไม่ได้มีความสัมพันธ์มันทั้งชีวิตเลย (หัวเราะ) แล้วพอตอนนี้มันก็เหมือนแค่ช่วงเวลาหนึ่ง แล้วตอนนี้เราก็แค่กลับมาเป็นเราเหมือนเดิม หนูไม่ค่อยได้โฟกัสเรื่องนี้เหมือนเดิม และยังกลับมาใช้ชีวิตปกติค่ะ

ส่วนความรักครั้งนี้ให้บทเรียนอะไรบ้าง คือหนูรู้สึกว่ามันก็เหมือนที่เราเคยคิดไว้แต่แรกแล้วว่าเรื่องแบบนี้มันไม่ใช่ว่าเราตัวคนเดียว มันเป็นคนสองคน แล้วก็ไม่เป็นไรเลยในมุมเรา เราก็ทำทุกอย่างที่ตัวเราทำได้อย่างดีที่สุดแล้ว ถ้ามันไม่เวิร์กก็ไม่เป็นไร มันไม่ได้มีอะไรที่จะทำให้เราเปลี่ยนไป เราก็ยังเป็นเรา และก็ใช้ชีวิตต่อไป ในมุมของคนอื่น หนูรู้สึกว่าไม่ว่าจะความสัมพันธ์ไหน เราไปจัดการกับคนอื่นไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็บอกตัวเองว่าอย่างน้อยก็ได้บทเรียน แล้วก็ได้เข้าใจอะไรหลายอย่างมากขึ้น ว่ามันไม่เป็นไร แล้วเราก็ต้องเข้มแข็ง และการเข้มแข็งสำหรับเรามันง่ายกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะขอบคุณทุกคนที่ไม่เคยปล่อยให้หนูต้องอยู่คนเดียว
สิ่งที่ยึดเหนี่ยวของเราคือพระเจ้าค่ะ หนูเป็นคริสเตียนด้วย หนูรู้สึกว่ามันง่ายมากเลย เพราะเรามีโฟกัสอยู่แล้วว่าพระเจ้าบอกว่าเราต้องเชื่อ และก็รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่พระเจ้าให้เกิดขึ้นมันดีที่สุด ถ้าพระเจ้าเห็นหรือได้ยินอะไรในสิ่งที่เราไม่ได้รู้ เพราะฉะนั้นทางข้างหน้าที่เราจะเดินไปมันดีแน่นอน ถามว่าตอนนี้ยังไม่เปิดใจ พักยาวไหม หนูไม่ได้ปิดใจและก็ไม่ได้เปิดใจอะไร แต่ว่าไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว
สำหรับสาเหตุการลดความสัมพันธ์ บางคนยังสงสัยจริงๆ ว่าสาเหตุจริงมันคืออะไร คือหนูรู้สึกว่าไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้แล้วค่ะ เพราะหนูแค่คิดว่ามันไม่ได้มีประโยชน์ แล้วมันก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่รู้สึกว่าไม่พูดถึงดีกว่า ถามว่าซื่อสัตย์กับความรักแค่ไหน พี่น่าจะรู้อยู่แล้วว่าจริงๆ หนูมีความคิดตั้งแต่เด็กว่าเราไม่ได้อยากมีความรัก แต่ถ้าวันหนึ่งมันเกิดขึ้น เราก็แค่มีรักแรกและรักสุดท้าย เพราะหนูเป็นคนซีเรียสมากๆ แต่ก็ไม่เป็นไร
หนูก็รู้สึกว่าบางครั้งเราก็เลือกคนผิด แล้วมันก็พลาดได้ แล้วก็กับทุกอย่างเลย เวลาทำอะไรก็ตาม หนูชอบคิดตลอดว่าถ้าหนูเป็นนักกีฬา หนูเป็นนักเรียนที่ตั้งใจมาก เราจะประสบความสำเร็จทุกอย่าง แต่ครั้งนี้ก็แค่มันเกิดขึ้นบ้าง พี่ที่สนิทบางคนพูดว่าดีแล้วที่มันเกิดขึ้นบ้าง ไม่งั้นหนูจะเป็นเด็กที่ถ้าชีวิตมันมีแต่อะไรที่มันสวยงามหรือดีไปหมด หนูจะไม่ได้เติบโต หนูก็รู้สึกว่าก็ขอบคุณที่รู้สึกเติบโตขึ้น แข็งแรงขึ้น แล้วเราก็รู้สึกว่าเราแข็งแรงขึ้น
แต่พอกับความรักครั้งนี้มันผ่านไป ความรักครั้งใหม่ของเรามันอาจจะยากขึ้นหรือเปล่า (หัวเราะ) ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เอาจริงๆ มันก็น่าจะกลัวนิดหนึ่ง ก็ต้องดูเยอะหน่อย แต่ว่าหนูไม่โฟกัสเรื่องนี้เลยค่ะว่าเราจะต้องมีแฟน ต้องมีครอบครัวหรือต้องอะไร เราก็แค่พยายามใช้ชีวิตในทุกวันให้ดีที่สุดแล้วก็ทำหน้าที่เราอะไรก็ตามที่เราควรจะทำ หนูโฟกัสแค่ตรงนี้
แต่ถ้าถามว่าสามารถกลับไปร่วมงานกันได้ไหม คือไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสไหมนะคะ แต่ว่าหนูไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะรู้สึกว่าทุกครั้งเวลาหนูทำงาน หนูก็โฟกัสแค่งานตัวเองอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ว่าใคร หนูไม่ได้ค่อยเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวใคร หรือเข้าไปยุ่งชีวิตใคร หนูแค่ทำหน้าที่ตัวเอง เพราะฉะนั้นวันหนึ่งต้องทำงานต้องอะไรหนูก็ไม่ได้คิดว่าไม่น่ามีปัญหา

สำหรับค่าฝุ่น PM 2.5 เชียงใหม่แดงมากเลย คุณแม่กับพี่สาวก็ปิดหน้าต่าง แล้วก็พยายามเปิดเครื่องกรองอยู่ในบ้านให้เยอะขึ้น เพราะไลฟ์สไตล์คนเชียงใหม่ชอบออกไปทำกิจกรรมข้างนอก เพราะอากาศดี ช่วงนี้ก็ต้องปรับนิดหนึ่ง พยายามโพรเทกต์ตัวเองค่ะ ถ้าจุดไหนที่มันหนักมากๆ ก็อาจจะต้องย้ายชั่วคราว แต่ตรงบ้านหนูไม่ได้เยอะมาก ประมาณร้อยนึง แล้วถ้าปิดบ้านก็คือไม่มี ส่วนบนดอยไม่ได้มีผล เพราะส่วนใหญ่ฝุ่นมันจะกดลงที่ข้างล่างในเมือง
แล้วตอนนี้ก็พยายามดูแลสุขภาพ แล้วก็จริงๆ ช่วงนี้หนูอยู่กรุงเทพฯ หนูก็พยายามโทรฯ บอกคนที่บ้าน บางทีเขาอยู่ตรงนั้นแล้วเขาชิน เขาจะรู้สึกว่าไม่ได้มีอะไร คุณแม่หนูก็ยังไปตีแบด ใช้ชีวิตปกติ เขาก็บอกว่าแม่โอเค แม่รดน้ำอยู่ แม่พยายามฉีดน้ำให้ฝุ่นลง ถามว่ามีอาการป่วยไหม หรือร่างกายปกติยังไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนตัวหนูเป็นภูมิแพ้อยู่แล้วค่ะ จะมีบ้างถ้ากลับเชียงใหม่ หนูจะชอบเป็นภูมิแพ้นิดนึงค่ะ แต่คนที่บ้านแข็งแรงมาก ยังไม่มีใครเป็นอะไร
ก็ฝากเป็นกำลังใจและก็อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพด้วยนะคะ ช่วงนี้มันมีฝุ่นเยอะมากๆ ยังไงก็พยายามเปิดเครื่องกรอง หรือว่าโพรเทกต์ตัวเอง ถ้าใครที่บ้านมีไอ้ตัวเปิดน้ำหรืออะไรก็ตามก็ต้องดูแลตัวเองกันดีๆ นะคะ ก็ต้องช่วยตัวเองก่อน แล้วเชียงใหม่มันไม่ได้ฝุ่นเยอะตลอดทั้งปี หรือน่ากลัวขนาดนั้นเหมือนที่ทุกคนคิด ยังเป็นเมืองที่น่าอยู่ แล้วก็สภาพแวดล้อมดีมาก มันจะเป็นช่วงเดียว เดี๋ยวถ้าอากาศดีขึ้นก็หวังว่าทุกคนจะกลับมาเที่ยวเชียงใหม่ แล้วทุกคนก็ใช้ชีวิตอย่างปกติได้เหมือนเดิม ไม่ต้องตื่นกลัวเกินไป แต่ก็ดูแลตัวเองกันดีๆ นะคะ”




