ถือเป็นสัญญาณลบกับรัฐบาล หลังผลสำรวจ “นิด้าโพล” ที่สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ…เอาอยู่หรือไม่” ระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-1 เม.ย. 69 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจ ออกมาในทางลบ เพราะก่อนหน้านี้คนนอกที่นายอนุทิน ไปดึงมา มีส่วนเสริมภาพลักษณ์พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ช่วยเพิ่มคะแนนปาร์ตี้ลิสต์กับพรรค แต่พอเจอปัญหาวิกฤติพลังงาน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 4 เม.ย. 69 การประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดการชดเชยอัตราเงินกองทุนน้ำมันในส่วนของน้ำมันดีเซล B7 ลง 2.61 บาทต่อลิตร จากเดิม 20.71 บาทต่อลิตร เป็น 18.10 บาทต่อลิตร และลดการชดเชยน้ำมันดีเซล B20 ลง 2.61 บาทต่อลิตร จากเดิม 22.22 บาทต่อลิตร เป็น 19.61 บาทต่อลิตร เพื่อลดเงินไหลออกจาก 1,708.75 ล้านบาทต่อวัน เป็น 1,496.72 ล้านบาทต่อวัน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 สูงขึ้น 2.80 บาท/ ลิตร จาก 47.74 เป็น 50.54 บาทต่อลิตร และน้ำดีเซล B20 เพิ่มขึ้น 2.80 บาท/ลิตร จาก 42.75 บาท/ลิตร เป็น 45.54 บาทต่อลิตร มีผลวันที่ 5 เม.ย. 69 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด และรักษาความมั่นคงทางสภาพคล่องของกองทุนฯ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.เป็นต้นไป

ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศสูงเกิน 50 บาทต่อลิตร ซึ่งน้ำมันดีเซลถือเป็นต้นทุนในการผลิตสินค้า หากราคายังสูงอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าราคาสินค้าต้องปรับขึ้นอย่างแน่นอน จึงไม่แปลกเมื่อความคิดเห็นประชาชน ผ่านทางผลสำรวจที่มีต่อฝ่ายบริหารจะออกมาในทางลบ แม้จะสำรวจก่อนราคาน้ำมันดีเซลจะปรับขึ้นเกิน 50 บาทก็ตาม หรือบรรดารัฐมนตรี ที่มาจากคนนอก จะสิ้นมนต์ขลัง หลังโชว์ฟอร์มดีในรัฐบาล “อนุทิน 1” นั่นหมายความว่า การทำงานของรัฐบาลขณะนี้ ไม่มีห้วงเวลาฮันนีมูน ไม่มีเวลาเรียนรู้งาน ต้องเร่งแก้ไขปัญหา ให้ประชาชนรู้สึกพอใจได้ทันที เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดดันกับรัฐบาล

สำหรับผลสำรวจเมื่อถามว่า มั่นใจในการทำงานหรือไม่ โดย “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ พบว่า ไม่มั่นใจเลย 30.23% ไม่ค่อยมั่นใจ 29.54% ค่อนข้างมั่นใจ 22.82% มั่นใจมาก 16.03% ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 1.38% นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ พบว่า ไม่มั่นใจเลย 33.89% ไม่ค่อยมั่นใจ 28.70% ค่อนข้างมั่นใจ 21.91% มั่นใจมาก 14.35% ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 1.15% นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง พบว่า ไม่มั่นใจเลย 40.38% ไม่ค่อยมั่นใจ 37.10% ค่อนข้างมั่นใจ 14.12% มั่นใจมาก 7.10% ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 1.30% เมื่อถามความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาล และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤติพลังงาน และเศรษฐกิจในปัจจุบัน พบว่า ไม่เห็นใจเลย 46.87% ค่อนข้างเห็นใจ 23.59% ไม่ค่อยเห็นใจ 19.39% เห็นใจมาก 9.77% ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 0.38%

คงต้องรอดูว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก วันที่ 6 เม.ย. ซึ่งมีรายงานว่า นายเอกนิติ เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. พิจารณาแก้ปัญหาราคาน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการปรับรื้อโครงสร้างพลังงานไทยครั้งสำคัญ เช่นเดียวกับ “นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน ที่เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ให้พิจารณาทบทวนโครงสร้างค่าการกลั่น พร้อมปรับเวลาประกาศราคาน้ำมันใหม่ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ และทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากขึ้น ก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะเห็นภาพที่เป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหน หากยังไม่มีผลงานที่เด่นชัด อาจสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ทันที แม้จะเพิ่งเข้ามาทำงานก็ตาม

ขณะที่พรรคประชาชน (ปชน.) แกนนำพรรคฝ่ายค้าน นอกจากต้องเผชิญกับคดี 44 สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่ลงชื่อในการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาประทับรับฟ้อง ซึ่งหากรับฟ้องนั้นหมายความว่า 10 สส. พรรค ปชน. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตัวตึง มีบทบาทตรวจสอบฝ่ายบริหาร รวมถึง “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้า ปชน. ล่าสุดยังมีเรื่องร้อนขึ้นมาอีก หลัง “นายแสวง บุญมี” เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับคำร้องเสนอเรื่อง พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) เพื่อพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรค ปชน. กรณีผู้บริหารพรรคและบุคคลผู้มิใช่สมาชิกพรรคได้ร่วมดำเนินกิจการที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งเป็นสื่อมวลชนและมีการกระทำอันเข้าข่ายลักษณะเอื้อประโยชน์และแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน ซึ่งอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560

นอกจากนี้ยังมีกรณีพรรค ปชน. เปิดรับสมาชิกทางออนไลน์หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยให้ผู้สมัครกรอกหมายเลข Laser ID (รหัสที่อยู่หลังบัตรประชาชน) และอาจมีการใช้ปฏิบัติการไอโอ โดยให้ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด เป็นผู้ขับเคลื่อนให้ ซึ่งอาจเป็นการครอบงำกิจกรรมของพรรค อาจเข้าข่ายการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 หรือไม่ และได้มอบหมายให้คณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง คณะที่ 2 ดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคำร้องดังกล่าว โดยคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง คณะที่ 2 ได้ส่ง “หนังสือลับ” ด่วนที่สุด เรียกตัวผู้ยื่นคำร้อง เช่น นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักวิชาการอิสระ และพยานที่เกี่ยวข้อง มาให้ถ้อยคำที่สำนักงาน กกต. ในระหว่างวันที่ 7-10 เม.ย. 69 พร้อมหลักฐาน เพื่อทำความเห็นเสนอให้นายทะเบียนพิจารณาต่อไป

ด้าน “นายศรีสุวรรณ” เปิดเผยว่า ได้รับ “หนังสือลับ” จากสำนักงาน กกต. เพื่อไปให้ถ้อยคำต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ในวันที่ 8 เม.ย.นี้ จากกรณีพรรค ปชน. เปิดรับสมาชิกทางออนไลน์หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยให้ผู้สมัครกรอกหมายเลข Laser ID (รหัสที่อยู่หลังบัตรประชาชน) และอาจมีการใช้ปฏิบัติการไอโอ โดยให้ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด เป็นผู้ขับเคลื่อนให้ ซึ่งอาจเป็นการครอบงำกิจกรรมของพรรค

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า การกระทำดังกล่าวทั้ง 2 กรณีมีความเสี่ยงที่จะเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562 หรือ PDPA กฎหมายอาญาผู้ใช้ จ้างวาน ตามมาตรา 84 และฝ่าฝืน รธน. 2560 มาตรา 32 ประกอบมาตรา 25 ถือเป็นภัยต่อข้อมูลของสมาชิกอันอาจเป็นการคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ อาจขัดต่อมาตรา 45 ประกอบมาตรา 92 (3) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ซึ่งเป็นเหตุให้พรรคการเมืองที่ฝ่าฝืนอาจถูกศาล รธน.สั่งยุบพรรคได้

ด้าน “นายปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 (3 ครั้งที่ผ่านมา รอด 1 ยุบ 2) ของพรรค “อนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน” สาระสำคัญมิใช่อยู่ที่ “ยุบพรรค” แต่คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 นี้ จะสำแดงเดชในช่วงยามที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไปไม่รอด เกิดความขัดแย้งภายในพรรคหรือระหว่างพรรคร่วม หรือมีวิกฤติความชอบธรรม จนทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้ เมื่อถึงเวลานั้น 119 เสียงของพรรค ปชน. จะกลายเป็นปัจจัยกำหนดขั้วรัฐบาลใหม่ ดังนั้น คดียุบพรรค จึงต้องทำหน้าที่เป็น “หอก” เพื่อปักหลัง ควบคุม ทิ่มแทงพรรค ปชน. ไว้ก่อน เพื่อทำให้พรรคแตก เสียงแตก เสียงหาย หรือตัดสินใจกำหนดตั้งรัฐบาลยาก จนอาจทำให้พวกพรรคการเมืองแบบเดิมๆ กลับไปร่วมรัฐบาลกันดังเดิม หรืออาจทำให้พรรค ปชน. ง่อยเปลี้ยเสียขา อ่อนกำลังในยามที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ

ต้องยอมรับในประเด็นข้อร้องเรียนให้ “ยุบพรรค” พรรคสีส้ม เงื่อนไขก็ถูกแกนนำพรรคสร้างขึ้นมา ทั้งเรื่องการเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือเปิดรับสมาชิกทางออนไลน์หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยให้ผู้สมัครกรอกหมายเลข Laser ID (รหัสที่อยู่หลังบัตรประชาชน) และอาจมีการใช้ปฏิบัติการไอโอ โดยให้ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด เป็นผู้ขับเคลื่อนให้ ซึ่งอาจเป็นการครอบงำกิจกรรมของพรรค คงต้องรอดูบทสรุปในการตรวจสอบเรื่องนี้จะจบอย่างไร.

“ทีมข่าวการเมือง”