จากกรณีผู้นำสหรัฐกล่าวว่า กองทัพสามารถใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง จัดการกับโรงไฟฟ้าและสะพานทุกแห่งที่เหลืออยู่ในอิหร่าน หากอีกฝ่ายไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ “ตามเส้นตาย” ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “อัจฉราวดี วงศ์สกล” หรือ “อาจารย์อ้อย” ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า ได้ออกมาโพสต์ข้อความต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศลงเฟซบุ๊ก “อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล” โดยเผยว่าโลกกำลังเผชิญ “สงครามข่าวสารและสงครามจิตวิทยา” ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง และกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง

โดย อ.อัจฉราวดี ระบุข้อความว่า “สงครามน้ำลายกำลังปั่นป่วนเศรษฐกิจโลก รัฐต้องหาทางลดราคาน้ำมันลงโดยด่วน และเร่งออกมาตรการช่วยเหลือคนจนให้มากที่สุดเป็นอันดับแรก ปธน.ทรัมป์ยังคงขู่ต่อไปแล้วก็จะมีคนกลางมาเจรจา การปะทะจะมีประปรายแล้วก็จะข่มขู่กลับไปมา น้ำมันก็จะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ ฝ่ายที่แพ้จริงๆ คือประชากรโลก เมื่อเช้าวันที่ 6 เมษายน ปธน.ทรัมป์มีแถลงที่ทำเนียบขาวว่า เขาจะทำลายสะพานและโรงไฟฟ้าทุกแห่งในอิหร่าน หากอิหร่านไม่ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง “ทั้งประเทศสามารถถูกทำลายได้ภายในคืนเดียว และคืนนั้นอาจเป็นคืนพรุ่งนี้” โดยเส้นตายที่เขากำหนดเองจะหมดอายุในวันที่ 7 เมษายน เวลา 20.00 น. (ตรงกับเวลา 08.00 น. ของวันที่ 8 เมษายนในสิงคโปร์)”

อีกทั้ง “ทรัมป์ย้ำว่าอิหร่านต้องทำข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับ “การขนส่งน้ำมันอย่างเสรี” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีความสำคัญ มิฉะนั้นจะเกิด “การทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง และมันจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 4 ชั่วโมง” “สะพานทุกแห่งในอิหร่านจะถูกทำลายราบ ภายในเวลาเที่ยงคืนของคืนพรุ่งนี้ ขณะที่โรงไฟฟ้าทุกแห่งในอิหร่านจะหยุดทำงาน ลุกไหม้ ระเบิด และจะไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป” และทรัมป์กำลังพิจารณาแผนการเก็บค่าผ่านทาง สำหรับน้ำมันที่ผ่านช่องแคบดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงคำขู่ของอิหร่านที่จะทำในลักษณะเดียวกัน ในมุมมองส่วนตัว คำกล่าวของปธน.เป็นคำขู่ เพื่อให้คนกลางใส่ความพยายามเจรจาให้อิหร่านยอมรับ โดยเอื้อให้เห็นว่าสหรัฐเป็นฝ่ายมีชัย อย่างไรก็ดีการสู้รบจะไม่ขยายวง แต่การขาดแคลนน้ำมันจะรุนแรงขึ้น รัฐบาลทั่วโลกต้องตื่นตัวรับมือกับสงครามข่าวสาร และสงครามจิตวิทยาที่กำลังทำให้ราคาน้ำมันทะยานขึ้นทำร้ายเศรษฐกิจโลก”

อย่างไรก็ตาม “คนไทยเองต้องยอมรับว่า เรากำลังอยู่ในภาวะสงครามที่ก่อเกิดวิกฤติพลังงาน ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์แทนการโยนความผิดให้รัฐบาล ทั้งนี้เพื่อวางแผนรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยระยะสั้น ผู้ที่หันมายอมรับความจริงและเตรียมพร้อมรับแรงกระแทก คือผู้ที่จะบาดเจ็บน้อยที่สุด รัฐบาลไทยต้องทำงานแข่งกับเวลา งัดทุกมาตรการออกมาอย่างเร่งด่วน จะซื้อเวลาให้การแก้ปัญหาล่าช้าออกไปไม่ได้เลย แม้แต่วันเดียว คนรวยและผู้มีความพร้อมต้องช่วยประคองผู้ที่มีกำลังน้อย เช่น หาทางประคองกิจการโดยไม่ลดการว่าจ้างงาน และนำโมเดลช่วงโควิดออกมาใช้รับมือกับผลกระทบ การที่ยอดจองรถในงานมอเตอร์โชว์พุ่งทะยานขึ้น แสดงให้เห็นว่าวิกฤติส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก การให้ความช่วยเหลือของรัฐจึงต้องเพิ่มน้ำหนักไปที่ประชาชนกลุ่มนี้เป็นสำคัญ รัฐต้องมีนโยบายอุ้มคนจนให้มากที่สุด”

ขอบคุณข้อมูล : อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล