สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ว่า ภายใต้กฎระเบียบความปลอดภัยทางไซเบอร์ฉบับใหม่ อียูวางแผนที่จะทยอยเลิกใช้ส่วนประกอบและอุปกรณ์จาก “ซัพพลายเออร์ที่มีความเสี่ยงสูง” ในภาคส่วนที่สำคัญ นับเป็นความเคลื่อนไหวที่เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบริษัท หัวเว่ย ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีน ซึ่งคาดว่าจะเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบ
อนึ่ง รัฐบาลปักกิ่งต้องการให้อียูตัดข้อความที่ระบุถึง “ประเทศที่ก่อให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์” และ “ความเสี่ยงสูง” ออกจากกฎระเบียบที่เสนอ และข่มขู่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จีนจะใช้มาตรการตอบโต้ต่ออียู หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
EU plan to phase out Chinese tech could cost bloc over $400 billion, Chinese study says https://t.co/SNMBn2YOs7
— Reuters Asia (@ReutersAsia) May 6, 2026
งานศึกษาของซีซีซีอียู ซึ่งจัดทำโดยบริษัทตรวจสอบบัญชี “เคพีเอ็มจี” ระบุว่า การบังคับเปลี่ยนซัพพลายเออร์จีนในภาคส่วนที่สำคัญ 18 ภาคส่วน จะทำให้อียูเสียค่าใช้จ่าย 367,800 ยูโร (ราว 13.9 ล้านล้านบาท) ระหว่างปี 2569-2573 โดยอียูจะต้องเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ และลดมูลค่าสินทรัพย์ รวมถึงเผชิญกับประสิทธิภาพที่ลดลง และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่ล่าช้า
ทั้งนี้ สองภาคส่วนที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือ พลังงานและโทรคมนาคม ซึ่งเป็นเสาหลักของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสีเขียว ตามแผนการของอียู
รายงานระบุว่า ประเทศสมาชิกอียู 6 ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน โปแลนด์ และเนเธอร์แลนด์ จะสูญเสียเงินมากกว่า 10,000 ล้านยูโร (ราว 380,000 ล้านบาท) โดยสำหรับเยอรมนี ค่าใช้จ่ายจะสูงถึง 170,800 ล้านยูโร (ราว 6.49 ล้านล้านบาท).
เครดิตภาพ : REUTERS



