กลายเป็นที่ทำเอาแฟนๆ เป็นห่วงกันอย่างล้นหลาม สำหรับนักร้องและพิธีกรสาวแกร่ง “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” หรือ เจนนี่-รัชนก สุวรรณเกตุ ที่ก่อนหน้านี้ออกมาเปิดใจปัญหาสุขภาพ และการถูกโยงเข้าสู่คดีความทางกฎหมาย ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสูงถึง 70 ล้านบาท ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

ความคืบหน้าล่าสุด “เจนนี่” ที่ได้เดินทางมาร่วมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ Aura Xpress Clinic สาขาสยามแควร์ ก็ได้ออกมาเปิดใจถึงเรื่องราวชีวิตหลังตรวจพบเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงในการพัฒนาเป็นมะเร็งปากมดลูก และการถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสูงถึง 70 ล้านบาท จากการไปรับจ้างไลฟ์สดขายขนมเปี๊ยะใน TikTok ด้วย

เจนนี่ รัชนก เผยว่า “เรื่องตรวจเจอ HPV ตรวจเจอมา 5 ปีแล้ว เคยถามคุณหมอว่าควรออกมาพูดเรื่องนี้ดีไหม คุณหมอบอกว่าถ้าคนเข้าใจเขาก็จะเข้าใจ แต่คนที่ไม่เข้าใจจะคิดว่าเราเป็นมะเร็ง จนกระทั่งเราไปตรวจรอบที่ 3 มันยังอยู่ เราก็เลยรู้สึกว่าเราออกมาพูดดีกว่า เพราะว่าบางทีการที่เราออกมาแชร์ คือข้อดีของการออกมาแชร์เพราะว่าพอแชร์ได้ 2 วัน เมื่อวานมีคนทักมาเลยว่าให้ดูแลตัวเองยังไง เขาเคยติดเชื้อนี้มาก่อน 6 ปีแล้วหายขาด เราก็ได้เทคนิคตรงนี้ แล้วอีกอย่างคือก่อนหน้านี้ตอนเราไปโรงพยาบาล เรามีการปิดบังนิดๆ หน่อยๆ ว่าไปทำไมบ่อยจัง วันนี้ก็เลยรู้สึกว่าขอพูดแล้วกันว่าเราตรวจเจอ HPV เป็นสายพันธุ์รุนแรง ก็คือสายพันธุ์ 16 แต่คุณหมอบอกว่าเจนนี่ใช้ชีวิตได้ปกติเลย 1-2 ปีแรกรู้สึกเสียใจร้องไห้ เพราะว่าคิดว่าเป็นมะเร็งหรือเปล่า คือเราไม่เข้าใจ แม่เราเป็นคุณลุงเราก็เป็นคุณตาก็เป็น มันเป็นกรรมพันธุ์หรือเปล่า แต่คุณหมอบอกว่าผู้หญิงถ้าไม่ได้ฉีดวัคซีนคือ 80% ติดเชื้อ HPV กันเยอะมาก แค่เป็นสายพันธุ์ไหนเท่านั้น คุณหมอบอกว่าสิ่งที่เจนนี่ต้องทำหลังจากนี้ก็คือเสริมภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง นอนไวออกกำลังกาย กินน้ำเยอะๆ กินอาหารดีๆ ซึ่งเราทำแบบนั้นมาตลอด

ส่วนอาการผิดปกติมันไม่ได้ผิดปกติเลย ครั้งแรกที่ไปตรวจคือไปตรวจสุขภาพประจำปี เพราะชีวิตนี้เกิดมาไม่เคยตรวจเลย ตอนนั้นประมาณ 6 ปีที่แล้ว ยังไม่ได้มีครอบครัวเลย ไปตรวจที่นครศรีธรรมราช คุณหมอบอกว่าเจอเชื้อ แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นสายพันธุ์ไหน คุณหมอบอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยว 2 ปีเชื้อน่าจะหาย หลังจากคลอดน้องยูจินเสร็จก็ไปตรวจ คุณหมอบอกว่าเชื้อยังอยู่แต่ยังไม่ได้ลุกลาม ไม่เป็นไรเดี๋ยวหาย พอคลอดน้องจาญ่าเสร็จก็ไปตรวจอีก คุณหมอก็บอกว่าเชื้อก็ยังอยู่แต่ก็ไม่ได้ลุกลาม แล้วก็เหมือนจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น คุณหมอบอกว่าผลเชื้อเก่าจะใหญ่กว่า แต่พอรอบน้องจาญ่าเหมือนมีเชื้อเล็กลง คุณหมอบอกว่าไม่ต้องตกใจถ้าอยากมีลูกให้รีบมีเลยช่วงนี้ ถ้าอนาคตมันลุกลามแล้ว การแก้ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือการตัดมดลูก แต่คุณหมอบอกว่าอันนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ทำหลังสุด เพราะว่ามันยังไม่ถึงขั้นนั้น มันสามารถจี้ได้ มีวิธีการรักษาอีกหลายอย่าง โชคดีของเจนนี่ก็คือไปตรวจเจอตั้งแต่อายุ 20 กว่า บางคนตรวจเจอตอนอายุ 50 มันเป็นมะเร็งไปแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้หนูอยากจะเชิญชวนทุกคนตรวจเชื้อ HPV ถ้าที่บ้านไหนมีลูกสาว 7 ขวบขึ้นไป ไปฉีดวัคซีน ซึ่งเจนนี่ไม่รู้เรื่อง เราโตมากับการทำงานอย่างเดียว พอเรามารู้มันก็มีอีกหลายอย่างที่เราต้องเรียนรู้ แต่เจนนี่ก็มีข้อห้ามในการใช้ชีวิตหลายอย่าง ทั้งการคุมกำเนิด การฉีดยา คุณหมอบอกแล้วว่าห้าม อะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันเราตกห้ามทำแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เลย แม้กระทั่งการกินยาคุมก็ยังไม่ได้ กลัวจะท้องเหลือเกิน (ยิ้ม)”

เจนนี่ รัชนก เผยต่อว่า “ถ้าถามว่าเวลาเราไลฟ์สดมันมีผลมั้ย ตอนที่เทศกาลคุณหมอทักไลน์มารัวๆ เลย แต่หนูบอกคุณหมอว่าขอเอาเงินก่อน แต่ว่าตอนนี้พอหลังจากจบเทศกาล ถ้าใครได้ติดตามไลฟ์สไตล์ของเจนนี่ เรื่องการออกกำลังกายตั้งแต่ปีที่แล้ว เลือกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ กินน้ำ 3 ลิตร นอน 8 ชั่วโมง คอนเสิร์ตก็คือน้อยลง ทุกคนเห็นได้ชัดเลย สัปดาห์หนึ่งขอแค่คิวเดียว เพราะว่าถ้าต้องนอนติดติดกัน 2 วัน 3 วันเริ่มไม่ได้และภูมิตก เพราะภูมิตกมันก็มีผลต่อเชื้อได้ คืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันเราตก เราห้ามทำแบบ 100% (หมอบอกไหมว่าทำยังไงถึงจะหาย?) คุณหมอบอกว่าใช้ชีวิตให้ปกติ แต่ห้ามทำอะไรให้ตัวเองภูมิตกมันก็จะหายเองได้โดยธรรมชาติ แล้วก็จะมีให้กินพวกอาหารเสริมภูมิ หรือการออกกำลังกาย การกินก็ตัดพวกของทอด ย่าง หมูกระทะที่เคยกินก็อาจจะเบาลง คือ 2 ปีแรกไม่ไหวนะพี่ ปีแรกคือร้องไห้ เราจำภาพตอนที่แม่เราเป็นมะเร็ง แล้วเรากลัวไปมาก ยิวอะไรก็ร้องไห้ไปด้วยกัน แต่พอเจอคุณหมอไปเรื่อยๆ คุณหมอก็บอกว่ามันปกติ มันไม่ใช่มะเร็ง กว่าที่มันจะเป็นมะเร็งก็ต้องเป็น HPV ระยะ 1 2 3 4 ก่อน ค่อยจะเป็นมะเร็งระยะที่ 1 มันมีระยะก่อนมะเร็งอีก คือเอาเป็นว่าโชคดีนะวันนี้ของเราคือเราเจอก่อน

ส่วนเรื่องโดนฟ้องล่าสุดส่งทนายไป แล้วเหมือนเรื่องยังไม่จบ วันนี้เป็นครั้งแรกที่หนูพูดในสื่อ ถ้ามีโอกาสหนูก็อยากคุยกับทางคู่กรณีที่ฟ้องเหมือนกันว่าอยากให้เป็นทิศทางไหน เพราะทางคู่กรณีทราบอยู่แล้วว่าแบรนด์ไม่ใช่แบรนด์ของเจนนี่ เรามีหน้าที่รับจ้าง การรับจ้างของเราเราไม่ทราบหรอกนะว่ามันส่งผลกระทบต่อใครยังไงบ้าง เพราะเราทำหน้าที่ขายของ แต่ถ้าคุณพี่ได้รับผลกระทบด้านไหน แล้วอยากให้เจนนี่ซัพพอร์ตด้านไหน ก็ยินดีที่จะคุยกัน ก่อนที่เรื่องมันจะยิ่งใหญ่ไปมากกว่านี้ คือหนูอยากจะจับมือคุยกับทุกฝ่ายด้วยซ้ำ แต่ยังไม่มีโอกาสนั้น แต่ถ้าสมมุติว่ามันไม่ลงตัวมันใดๆ แล้วเราต้องสู้กันด้วยกฎหมายจริงๆ คือเราเองก็พร้อมสู้อยู่แล้ว เพราะว่าเราไม่อยากโดนรังแก หรือไม่อยากที่จะอยู่ๆ มาต้องจ่ายจากเรื่องที่เราไม่ได้ผิด เรื่องที่เราไม่รู้เรื่องเลย ทุกฝ่ายรู้เจตนากันดีอยู่แล้วว่าเราทำกันไปเพื่ออะไร จริงๆ หน้าที่หลักเราตรงนั้นคือรับจ้างขาย นำเสนอขายอย่างเดียว แล้วในใบคำฟ้องที่เขียนมาเหมือนเรามีส่วนในการผลิตแบรนด์ ซึ่งเราไม่ใช่เลย หนูไม่รู้เลย คือทางเขามีคู่กรณี เขาทะเลาะกันเรื่องชื่ออยู่แล้ว แต่เรารับงานทางขนมเปี๊ยะ สาเหตุที่เรารับบงานคือขนมเปี๊ยะแบรนด์นี้ดังที่สุดใน tiktok ดารานักร้องขายกันเยอะแยะ แต่พอเป็นเจนนี่แจ๊กพอตเลย โดนฟ้อง 70 ล้าน แล้วยอดที่ฟ้อง เรารับงานแค่ 50,000 แล้วยอดขายขนมเปี๊ยะได้แค่แสนกว่าบาท เราดึงสเตตเมนต์ของ Tiktok ออกมา แล้วเราต้องมาจ่าย 70 ล้าน มันเกิดขึ้นได้ยังไง ถามว่าใจหนึ่งมันก็รู้สึกเครียด ก็รู้สึกว่าไม่อยากมีปัญหาเรื่องกฎหมายกับใครทั้งนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะจับมือคุยกันทุกคน แต่อาจจะขอให้ทนายเป็นคนติดต่อไป แต่ยังได้คุยกัน แต่มีส่งทนายคุย แต่เหมือนฝั่งเขาก็ยังยืนยันที่จะฟ้องอยู่”

เจนนี่ รัชนก เผยทิ้งท้ายว่า “ส่วนคนที่จ้างเราขาบอกว่าเจนนี่ไม่ต้องกลัวเลย เพราะว่าเขายังอยู่ในข้อพิพาทกันอยู่ ยังไม่ได้ตัดสินเลยว่าขนมเปี๊ยะผิดไหม หรือว่าเขาผิดไหม ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของเครื่องหมานการค้านี้เลยด้วยซ้ำ แต่การฟ้องนี้เขาก็ยังไม่ทราบถึงเจตนา แล้วเขาก็ยินดีที่อยู่หลังบ้านให้ เขาบอกว่าเขาจะรับผิดชอบให้ทุกอย่าง ค่าทนายหรือค่าอะไรเขายินดีดูแลหมด (แต่เราก็อยากให้เจรจา?) คือหนูอยากทราบเห็นผลหลักจริงๆ ที่พี่ฟ้องหนูเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะยอดขายพี่ตกลง มันเกิดอะไรขึ้น แล้วหนูช่วยยังไงได้บ้าง เพราะหนูก็มีช่องทางโซเชียลมีเดียทำมาหากิน ถ้าพี่อยากให้หนูช่วยโปรโมตสักนิดหนึ่งเพื่อให้เรื่องนี้มันจบ เราก็ยินดี อะไรก็ได้ที่มันประนีประนอม แต่ว่ามันต้องมาจากเจตนาดีจากทุกฝ่าย และที่พูดอย่างงี้ไม่ได้แปลว่าเจนนี่กลัว หรือเราจะยอมแพ้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เราก็อยากให้ทุกคนสมานฉันท์กัน และไปในทางที่ถูกต้อง เผลอๆ วันนี้ถ้าทั้งขนมเปี๊ยะ และคู่กรณีคุยกันได้อาจจะดังทั้งคู่ (เราพร้อมนั่งเป็นตรงกลางให้?) ก็ใช่ค่ะ ต่อให้เราไม่จำเป็นที่จะต้องทำตรงนั้นเราก็ยินดีที่จะทำให้ เพื่อที่จะให้ทุกฝ่ายได้ผลประโยชน์ร่วมกัน เคลียร์จบไม่ต้องมานั่งทะเลาะกัน หนูว่ามันเสียเวลาและก็เสียสุขภาพจิตด้วย”



